กฎหมายลักษณะฝากทรัย์

แนวทางศึกษา กฎหมายลักษณะฝากทรัพย์ ควรอ่านหนังสือให้จบก่อนนะคะ(ขอขอบคุณ พี่นิติเขียวทองค่ะ)
กฎหมายลักษณะฝากทรัพย์

กฎหมายลักษณะฝากทรัพย์ มีเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 เรื่องหลักๆ คือ
(1) การฝากทรัพย์ = = = > ม.657 – 671
(2) การฝากทรัพย์ชนิดพิเศษ มี 2 กรณี คือ
– การฝากเงิน = = = > ม.672 – 673
– การฝากทรัพย์กับเจ้าสำนักโรงแรม = = = > ม.674 – 679

การฝากทรัพย์
ฝากทรัพย์ คือสัญญาซึ่งผู้ฝากส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วจะคืนให้ ตาม ม.657
สัญญาฝากทรัพย์ มีลักษณะทั่วไป 5 ประการ ดังนี้คือ
1. เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญา 2 ฝ่าย ไม่มีแบบหรือไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
– เมื่อมีคำเสนอและคำสนองตรงกัน แม้จะตกลงกันด้วยวาจาก็ใช้ได้แล้ว
– เป็นสัญญาไม่มีแบบหรือไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้
2. เป็นสัญญาประเภทที่บริบูรณ์ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินที่ฝาก …..เป็นการส่งมอบการครอบครอง
– การส่งมอบโดยตรง เช่น การหยิบยื่นทรัพย์สินที่ฝากให้ผู้รับฝาก
– การส่งมอบโดยปริยาย เช่น การมอบกุญแจให้ผู้รับฝาก
3. วัตถุแห่งสัญญาฝากทรัพย์ต้องเป็นทรัพย์สินเท่านั้น
– ทรัพย์สิน หมายรวมถึงทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
– ยกเว้น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สิทธิในเครื่องหมายการค้า
4. หนี้ของสัญญาฝากทรัพย์ คือผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วจะคืนให้ …..หนี้ในที่นี้หมายถึงหน้าที่ กล่าวคือ
– เมื่อผู้ฝากส่งมอบทรัพย์สินที่ฝากแล้ว ผู้รับฝากเข้าครอบครองและต้องรักษาทรัพย์สินนั้น
– ผู้รับฝากต้องรักษาทรัพย์สินด้วยความระมัดระวังและต้องส่งคืนให้แก่ผู้ฝาก ไม่เอาไปหา
ประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากการรับฝาก
5. เป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทน และไม่มีสัญญาตอบแทน เว้นแต่จะตกลงว่ามีค่าตอบแทนหรือโดยพฤติการณ์พึงคาดหมายได้ว่ามีค่าตอบแทน …..กรณีมีค่าตอบแทนหรือค่าบำเหน็จ มีได้ 2 กรณีคือ
– ตกลงโดยชัดแจ้ง หมายถึง ผู้ฝากและผู้รับฝากได้ตกลงกันไว้
– ตกลงโดยปริยาย หมายถึง โดยพฤติการณ์พึงคาดหมายได้ว่า เขารับฝากก็เพื่อจะได้บำเหน็จ
ค่าฝากทรัพย์สินนั้น ตาม ม.658
การฝากทรัพย์นั้น อาจจะทำให้เปล่า เช่นเพื่อนบ้านฝากข้าวของกันยามไม่อยู่บ้าน ……หรือมีบำเหน็จ เช่น ฝากของตามสถานีขนส่ง หรือฝากกับผู้มีอาชีพรับฝาก เป็นต้น
หน้าที่ของผู้รับฝาก ได้แก่
1. หน้าที่ในการสงวนรักษาทรัพย์สินที่ฝาก (ม.659)
– กรณีไม่มีบำเหน็จค่าฝาก …..ต้องสงวนรักษาทรัพย์สินนั้นเสมือนทรัพย์สินของตนเอง
– กรณีมีบำเหน็จค่าฝาก …..ต้องใช้ฝีมือเพื่อรักษาทรัพย์สินเช่นวิญญูชนพึงใช้
– กรณีมีบำเหน็จค่าฝาก และผู้รับฝากเป็นผู้ประกอบอาชีพเพื่อการนั้น …..นอกจากต้องใช้
ฝีมือเช่นวิญญูชนพึงใช้แล้ว ยังต้องใช้ฝีมือเช่นคนประกอบอาชีพพึงใช้ด้วย
2. หน้าที่ในการงดเว้นใช้สอยทรัพย์สินหรือให้คนอื่นเก็บรักษาทรัพย์สินที่ฝากนั้น (ม.660)
– กฎหมายห้ามเด็ดขาด เว้นแต่ผู้ฝากจะอนุญาต
– หากฝากฝืนและทรัพย์สินที่ฝากนั้นสูญหายหรือบุบสลาย ผู้รับฝากต้องรับผิด
– กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ซึ่งมิใช่ความผิดของผู้รับฝากและเป็นเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้
ผู้รับฝากไม่ต้องรับผิด
– แต่ถ้าขณะเกิดเหตุสุดวิสัยเช่นนั้น ผู้รับฝากเอาไปให้บุคคลภายนอกเก็บรักษา ผู้รับฝากก็
ต้องรับผิด เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ถึงอย่างไรทรัพย์สินที่ฝากก็สูญหายหรือบุบสลายอยู่ดี
3. หน้าที่ในการบอกกล่าว เมื่อถูกฟ้องหรือถูกยึดทรัพย์สินที่ฝาก (ม.661)
– เนื่องจากผู้รับฝากเป็นเพียงผู้เก็บรักษาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นหน้าที่ต้องแจ้งเจ้าของกรรมสิทธิ์
– ถ้าผู้รับฝากละเลย จะต้องรับผิด เมื่อผู้ฝากต้องเสียหาย
4. หน้าที่ในการคืนทรัพย์สินที่ฝากพร้อมด้วยดอกผล มีรายละเอียดดังนี้
– กรณีที่คู่สัญญากำหนดเวลากันไว้ …..ผู้รับฝากไม่มีสิทธิคืนก่อน (ม.662) ส่วนผู้ฝากเรียกคืน
เมื่อใดก็ได้ (ม.663)
– กรณีที่คู่สัญญาไม่ได้กำหนดเวลากันไว้ …..ผู้รับฝากอาจคืนได้ทุกเมื่อ (ม.664)
– การคืนนั้น หมายถึงการคืนตัวทรัพย์ที่ฝาก และดอกผลอันเกิดจากตัวทรัพย์นั้นด้วย เช่น
รับฝากแม่วัว ระหว่างรับฝากนั้นแม่วัวออกลูก 2 ตัว ต้องคืนแม่วัวซึ่งเป็นตัวทรัพย์ และ
ลูกวัว 2 ตัว ซึ่งเป็นดอกผลอันเกิดจากตัวทรัพย์
สิทธิของผู้รับฝาก ได้แก่
1. สิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการคืนทรัพย์สินที่ฝาก (ม.667)
2. สิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการสงวนทรัพย์สินที่ฝาก (ม.668)
3. สิทธิเรียกบำเหน็จค่าฝาก (ม.658 , 669)
4. สิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินที่ฝาก (ม.670)
หน้าที่ของผู้ฝาก
1. หน้าที่เสียค่าใช้จ่ายในการคืนทรัพย์สิน
2. หน้าที่เสียค่าใช้จ่ายในการสงวนรักษาทรัพย์สิน
3. หน้าที่ชำระบำเหน็จค่าฝาก

สิทธิของผู้ฝาก
1. สิทธิฟ้องบังคับให้สงวนรักษาทรัพย์สิน ห้ามใช้สอยหรือห้ามคนอื่นเก็บรักษา
2. สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์
3. สิทธิในการรียกคืนทรัพย์และดอกผล
สัญญาฝากทรัพย์ ย่อมระงับสิ้นไปด้วยกรณีต่อไปนี้
1. ระงับตามข้อตกลงในสัญญา
2. ระงับเมื่อส่งทรัพย์คืน
3. ระงับเมื่อทรัพย์สูญหายหรือถูกทำลายไปหมด หรือถูกบุคคลภายนอกยึดไปโดยชอบ
4. ระงับเมื่อผู้รับฝากตาย …..เป็นการเฉพาะตัว จึงถือคุณสมบัติของผู้รับฝากเป็นข้อสำคัญ
อายุความเกี่ยวกับสัญญาฝากทรัพย์
1. การฟ้องเรียกให้ใช้เงินบำเหน็จค่าฝาก เรียกให้ชดใช้เงินค่าใช้จ่ายที่ผู้รับฝากต้องเสียไป หรือเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้น มีอายุความฟ้องคดี 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญา ตาม ม.671
2. การฟ้องเรียกคืนทรัพย์ หรือเรียกชดใช้ราคาทรัพย์ที่ฝาก มีอายุความ 10 ปี ตาม ม.193/30
ข้อปลีกย่อยที่สมควรทราบ
1. การฝากรถต้องมอบกุญแจรถให้ผู้รับฝาก (มอบกุญแจรถให้เด็กเฝ้าลานจอดรถร้านอาหาร ถือว่าเป็นการฝากทรัพย์ (ฎ.925/2536)
2. การจอดรถไว้ในที่ลายจอดรถของห้างสรรพสินค้า ซึ่งมรพนักงานของห้างคอยแจกบัตรอยู่ทางเข้านั้น ถือเป็นการฝากรถ
3. การฝากทรัพย์ไม่ได้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ ฉะนั้น ผู้ฝากไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ฝาก
ผู้ยืมหรือผู้เช่าซื้อทรัพย์นั้นก็ฝากได้ เมื่อทรัพย์นั้นสูญหายก็มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ (ฎ.4835/2540)
4. กรมป่าไม้ยึดไม้มาได้ จึงจ้างคนเฝ้าไม้ที่ยึดมาไว้ในป่า กรณีนี้เป็นการจ้างทำของ ………แต่ถ้ากรมป่าไม้สั่งให้ลูกจ้างไปเฝ้าไม้ที่ยึดได้นั้น กรณีนี้เป็นจ้างแรงงาน
5. การเช่าตู้นิรภัยของธนาคารเก็บของมีค่า ไม่เป็นการฝากทรัพย์ เพราะเจ้าทรัพย์มิได้ส่งมอบทรัพย์ที่ฝากให้แก่ธนาคาร

การฝากเงิน
เงินหรือเงินตรา มีลักษณะพิเศษในทางกฎหมายยิ่งกว่าทรัพย์สินอื่นๆ ดังนั้น เรื่องฝากเงินหรือฝากเงินตราก็เช่นเดียวกัน กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์เป็นพิเศษกว่าการฝากทรัพย์สินอื่นไว้ดังนี้คือ
1. ผู้รับฝากไม่ต้องคืนเงินตราอันเดียวกับที่รับฝาก (ม.672 ว.1)
2. ผู้รับฝากเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ได้ (ม.672 ว.2)
3. ผู้รับฝากต้องคืนเงินที่รับฝากครบจำนวน แม้ว่าเงินที่ฝากสูญหายด้วยเหตุสุดวิสัย (ม.672 ว.2)
4. ผู้รับฝากที่จำต้องคืนเงินเพียงเท่าจำนวนที่ฝาก จะส่งคืนก่อนถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ไม่ได้ ส่วนผู้ฝากก็เรียกถอนเงินคืนก่อนถึงเวลานั้นไม่ได้เช่นกัน (ม.673)
ลักษณะพิเศษของการฝากเงิน ได้แก่
(1) เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบหรือไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้
(2) จะบริบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบเงินที่ฝาก
(3) กรรมสิทธิ์ในเงินที่ฝากโอนไปยังผู้รับฝากเงินแล้ว (ฎ.2611/2522 , ฎ.752-753/2523)
(4) ผู้ฝากไม่ต้องเสียบำเหน็จค่าฝาก ผู้รับฝากเป็นฝ่ายให้ค่าตอบแทนหรือดอกเบี้ยแก่ผู้ฝาก
การสั่งโอนเงินฝากทางโทรศัพท์ จะทำได้ในกรณีที่ผู้ฝากคนเดียวมีบัญชีเงินฝากอยู่หลายบัญชี และสั่งโอนเงินฝากจากบัญชีหนึ่งไปเข้าอีกบัญชีหนึ่งได้เท่านั้น ……แต่จะสั่งโอนเงินจากบัญชีของตนไปเข้าบัญชีของอีกบุคคลหนึ่งไม่ได้
สิทธิและหน้าที่ของผู้รับฝากเงิน ได้แก่
1. สิทธิที่จะไม่ต้องคืนเงินตราอันเดียวกับที่รับฝาก (ม.672 ว.1)
2. สิทธิที่จะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ได้ (ม.672 ว.1)
3. หน้าที่จะต้องคืนเงินที่รับฝากให้ครบจำนวน (ม.672 ว.2)
4. หน้าที่ไม่ต้องส่งคืนเงินก่อนถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ (ม.673)
สิทธิและหน้าที่ของผู้ฝากเงิน ได้แก่
1. หน้าที่รับคืนเงินตราอันอื่นที่ไม่ใช่อันเดียวกับที่ฝาก
2. หน้าที่ไม่ขัดขวางในการที่ผู้รับฝากเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้สอย
3. หน้าที่ไม่ถอนเงินคืนก่อนถึงเวลาที่ตกลงกันไว้
4. สิทธิเรียกคืนเงินที่ฝากจนครบจำนวน
การฝากทรัพย์กับเจ้าสำนักโรงแรม
โรงแรม หมายความถึง บรรดาสถานที่ทุกชนิดที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับสินจ้างสำหรับคนเดินทาง หรือบุคคลที่ประสงค์จะหาที่อยู่หรือที่พักชั่วคราว ……….ปัจจุบันมีสถานที่จัดให้บุคคลเข้าพัก แต่ใช้ชื่ออื่น เช่น แฟลต อพาร์ทเม้นต์ คอร์ท เกสท์เฮ้าส์ หรือหอพัก เป็นต้น สถานที่เหล่านี้จะมีความหมายเป็นโรงแรม ต้องมีองค์ ประกอบ ดังนี้
– เป็นการพักแรมชั่วคราวน้อยกว่า 1 เดือน
– เป็นสถานที่ที่มีบริการขายอาหารและเครื่องดื่ม
โฮเต็ล ที่บัญญัติแยกความหมายจากคำว่าโรงแรม เนื่องจากในขณะประกาศใช้กฎหมายบรรพนี้ ยังสบสนเรื่องคำแปลภาษาไทย แต่ปัจจุบันมีความหมายเดียวกัน
สถานที่อื่นทำนองเช่นว่านั้น หมายความถึงสถานที่ทำนองเดียวกับโรงแรม เช่นที่พักคนเดินทางที่มีเครื่องเรือนพร้อม สำหรับผู้มีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ขับมาพักแรมระหว่างเมืองต่อเมืองในต่างประเทศ ที่เรียกว่า motel
คนเดินทางหรือแขกอาศัย หมายความถึง ผู้พักอาศัยในโรงแรม หรือโฮเต็ล หรือสถานที่อื่นทำนองเช่นว่านั้น โดยเสียค่าที่พัก ……ต่อไปนี้จะใช้เพียงคำว่า “ผู้พักอาศัย” ส่วนสถานที่จะใช้คำว่า “โรงแรม”
ทรัพย์สินที่ฝาก สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้คือ
(1) ทรัพย์สินทั่วไปที่ผู้พักอาศัยนำมาด้วย เช่น กระเป๋าเดินทาง รถยนต์ เครื่องเล่นกีฬา ฯลฯ
(2) ทรัพย์สินอื่นซึ่งระบุใน ม.675 ว.2 เช่น เงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ใบประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่นๆ
ลักษณะการฝากทรัพย์สินกับโรงแรม …….กิจการโรงแรมเป็นการค้าซึ่งคิดค่าตอบแทนจากผู้พักอาศัย ส่วนทรัพย์สินที่ผู้พักอาศัยพามานั้น กฎหมายได้กำหนดวิธีการและความรับผิดเฉพาะไว้ 2 กรณี กล่าวคือ
1. การฝากทรัพย์โดยตรง หรือโดยสัญญาฝากทรัพย์เฉพาะราย หมายความถึง
– ทรัพย์สินซึ่งผู้พักอาศัยพามานั้น จะต้องฝากไว้แก่เจ้าสำนักโรงแรมโดยตรง และต้องบอก
ราคาของทรัพย์สินนั้นไว้ชัดแจ้งด้วย
– ถ้าเข้าองค์ประกอบครบทั้ง 2 ประการ ทรัพย์สินนั้นได้โอนสิทธิการครอบครองไปยังเจ้า
สำนักโรงแรมแล้ว (ผู้แทนเจ้าสำนักโรงแรมรับแทนก็ถือว่าใช้ได้แล้ว)
– เจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดเหมือนกรณีการฝากทรัพย์ธรรมดา
– หากทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลาย เจ้าสำนักโรงแรมต้องชดใช้ตามราคาทรัพย์สินนั้น
2. การฝากทรัพย์โดยปริยาย หรือโดยผลของกฎหมาย หมายความถึง
– ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้พามาหรือเอาไว้ในโรงแรม โดยไม่จำเป็นต้อง
บอกฝากไว้เหมือนกรณีการฝากทรัพย์โดยตรง
– ทรัพย์สินเหล่านั้น เท่ากับเอามาเก็บรักษาไว้ในอารักขาของเจ้าของโรงแรมโดยปริยายแล้ว
– ทรัพย์สินที่สูญหายหรือบุบสลายเฉพาะรายการตาม ม.675 ว.2 เท่านั้น ที่เจ้าสำนักโรงแรม
จะรับผิดเพียง 5,000 บาท ไม่ว่าของมีค่าจะมีจำนวนกี่สิ่งก็ตาม หรือมีค่ามากแค่ไหนก็ตาม
เจ้าสำนักโรงแรม ตามความหมายใน ม.674 หมายความถึง
(1) เจ้าของ ผู้ควบคุมดูแล หรือผู้จัดการโรงแรม
(2) เจ้าสำนักอาจไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในสถานที่โรงแรม อาจเป็นเพียงผู้เช่าสถานที่มาจัดทำเป็นโรงแรมก็ได้
(3) เจ้าสำนักโรงแรมต้องมีอำนาจควบคุมและจัดการโรงแรมได้
(4) เมื่อทรัพย์สินที่ผู้พักอาศัยพามาเกิดสูญหายหรือบุบสลายระหว่างพักในโรงแรม เจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิด …..ส่วนจะรับผิดแค่ไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หน้าที่ของเจ้าสำนักโรงแรม คือให้ความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัย ซึ่งความรับผิดชอบเช่นนี้ แยกออกได้ 2 ประการ คือ
1. ความรับผิดชดใช้ราคาทรัพย์สินโดย “ไม่จำกัด” จำนวนเงิน
– ต้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้พักอาศัยพามาระหว่างพักโรงแรม (ม.674)
– เป็นทรัพย์สินใดๆ ที่อยู่นอกเหนือรายการตาม ม.675 ว.2
– ทรัพย์สินระบุใน ม.675 ว.2 ผู้พักอาศัยต้องบอกฝากและแจ้งราคาของทรัพย์สินนั้นต่อเจ้า
สำนักโรงแรม จึงจะได้รับการชดใช้ทรัพย์สินตามราคาจริง
– แม้การสูญหายหรือบุบสลายจะเกิดจากผู้คนไปมาเข้าออกโรงแรมก็ตาม (ม.675 ว.1)
2. ความรับผิดชดใช้ราคาทรัพย์สินโดยจำกัดจำนวนเงิน
– ต้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้พักอาศัยพามาระหว่างพักโรงแรม (ม.674)
– ทรัพย์สินระบุใน ม.675 ว.2 นั้น ถ้าผู้พักอาศัยไม่ได้บอกฝากและแจ้งราคาของทรัพย์สิน
นั้นต่อเจ้าสำนักโรงแรม จะได้รับการชดใช้ทรัพย์สินตามราคาเพียง 500 บาท เท่านั้น
ไม่ว่าของมีค่าจะมีจำนวนกี่สิ่งก็ตาม หรือมีค่ามากแค่ไหนก็ตาม
ข้อยกเว้นความรับผิดของเจ้าสำนักโรงแรม
(1) ไม่ต้องรับผิด เพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัย (ม.675 ว.3)
(2) ไม่ต้องรับผิด เพราะความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่สภาพแห่งทรัพย์นั้น (ม.675 ว.3) ……..
สภาพแห่งทรัพย์ในที่นี้หมายถึง ของฝากที่เป็นของสดของเน่าเสียง่าย
(3) ไม่ต้องรับผิด เพราะความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแต่ความผิดของผู้พักอาศัย หรือบริวารของเขาหรือบุคคลอื่นซึ่งเขาได้ต้อนรับ (ม.675 ว.3)
(4) ไม่ต้องรับผิด เมื่อผู้พักอาศัยพบเห็นความสูญหายหรือบุบสลายแล้วไม่แจ้งความต่อเจ้าสำนักโรงแรมทันที (ม.676)
(5) ไม่ต้องรับผิด เมื่อผู้พักอาศัยได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิด (ม.677)
เช่น โรงแรมสวีเดน มีแจ้งความของลงแรมว่าจะไม่รับผิดชอบในทรัพย์สินของผู้พักอาศัยที่นำมาไว้ในโรงแรมและสูญหายหรือบุบสลายไป เช่นนี้พิจารณาได้ 2 กรณี คือ
– ข้อความที่แจ้งเป็นโมฆะ ตาม ม.677 เจ้าสำนักโรงแรมไม่พ้นความรับผิด
– แต่ถ้าผู้พักอาศัยไปลงชื่อในเอกสารที่มีข้อความดังกล่าว เจ้าสำนักโรงแรมไม่ต้องรับผิด
สิทธิของเจ้าสำนักโรงแรม มีเหนือทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยที่เอาไว้ในโรงแรม 2 ประการ คือ
1. สิทธิยึดหน่วงเครื่องเดินทางหรือทรัพย์สินอื่นอันเอาไว้ในโรงแรม (ม.679 ว.1)
2. สิทธิเอาออกขายทอดตลาดเพื่อหักใช้หนี้แก่ตน (ม.679 ว.2) ซึ่งการเอาทรัพย์สินของผู้พักอาศัยออกขายทอดตลาดได้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
– เมื่อทรัพย์สินของผู้พักอาศัยอยู่ในความยึดครองของเจ้าสำนักโรงแรมนานถึง 6 สัปดาห์
แล้วยังไม่มีการชำระหนี้ค้างชำระ
– เจ้าสำนักโรงแรมต้องลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ประจำท้องถิ่น ก่อนวันขายทอด
ตลาดไม่น้อยกว่า 1 เดือน (1 เดือนพอดี หรือเกินกว่านั้น)
– เมื่อขายทอดตลาดแล้วมีเงินเหลือเท่าใด ให้คืนแก่เจ้าของ (ม.679 ว.3)
หน้าที่ของคนเดินทางหรือแขกอาศัย ที่มีต่อเจ้าสำนักโรงแรมนั้น มี 2 ประการ คือ
1. หน้าที่ใช้เงินเพื่อการพักอาศัย การอื่นอันเจ้าสำนักโรงแรมทำให้และเงินที่เจ้าสำนักโรงแรมออกแทนไป (ม.679 ว.1)
2. หน้าที่แจ้งความต่อเจ้าสำนักโรงแรมทันทีที่พบเห็นว่า ทรัพย์สินของตนสูญหายหรือบุบสลาย (ม.676)
สิทธิของคนเดินทางหรือแขกอาศัย ที่มีต่อเจ้าสำนักโรงแรมนั้น มี 2 ประการ คือ
1. สิทธิที่จะได้รับชดใช้ที่ทรัพย์สินของตนสูญหายหรือบุบสลาย (ม.674 , 675)
2. สิทธิที่จะไม่ตกลงในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของเจ้าสำนักโรงแรม (ม.677)
อายุความสำหรับการฝากเจ้าสำนักโรงแรม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
(1) การเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหายหรือบุบสลาย มีอายุความ 6 เดือน ตาม ม.678
(2) การเรียกให้คืนทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่หลงลืมไว้ มีอายุความ 10 ปี ตาม ม.193/30

****************

About these ads

ปิดการแสดงความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 171 other followers

%d bloggers like this: