การพิจารณาคดีล้มละลาย

แนวทางศึกษา กฎหมายล้มละลาย (ขอบคุณเจ้าของบทความขออภัยไม่ได้แจ้งชื่อ)
สรุป วิชา กฎหมายล้มละลาย

การพิจารณาคดีล้มละลาย
บทนิยาม (มาตรา 6)
คำว่า “เจ้าหนี้มีประกัน” หมายความว่า “เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับเจ้าหนี้จำนำ”
– ดังนั้น หากมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่นไม่ใช่เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นเจ้าหนี้มีประกัน (ฎ.737/2542)
– สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ต้องเป็นสิทธิในทางจำนองหรือจำนำหรือสิทธิยึดหน่วงหรือบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ (ฎ.175/2529,ฎ.3293/2544)
– ถ้าสิทธิเหนือทรัพย์สินระงับ ก็ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน (ฎ.2517/2534)
คำว่า “มติ” หมายความว่า “มติของเจ้าหนี้ ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมาก ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่น เข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น”
– มติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ถือเอาจำนวนหนี้ข้างมากของเจ้าหนี้เป็นสำคัญ
– มติของเจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ข้างมาก เจ้าหนี้นั้นได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะ
ให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้ และ เจ้าหนี้นั้นได้ ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น
– มติ นี้ ใช้สำหรับการลงมติในหัวข้อการประชุมเจ้าหนี้ทั่วไป ไม่ใช้ในการลงมติในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ไม่ว่าก่อนหรือหลังล้มละลาย ซึ่ง มาตรา 43 วรรคสาม และมาตรา 63 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ใช้มติพิเศษ
คำว่า “มติพิเศษ” หมายความว่า “มติของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากและมีจำนวนหนี้เท่ากับสามในสี่แห่ง จำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น”
– มติพิเศษนี้ ใช้เฉพาะการลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับคำขอประนอมหนี้หรือไม่ตาม มาตรา 45 วรรคสาม และการลงมติเพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้หลังล้มละลายตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง เท่านั้น
1. มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีล้มละลาย ( มาตรา 7 )
มีบัญญัติไว้ใน มาตรา 7 ว่า “ลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอาจถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายได้ ถ้าลูกหนี้นั้นมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร หรือประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไม่ว่าด้วยตนเอง หรือโดยตัวแทนในขณะที่มีการขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย หรือภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น” ดังนั้น มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีล้มละลายจึงประกอบด้วย

1.1 ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
– หนี้สินล้นพ้นตัว หมายความว่า ลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ มีทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั่นเอง แต่การจะพิสูจน์ว่าบุคคลใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นเป็นการยาก กฎหมายจึงบัญญัติบทสันนิษฐานไว้ว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไว้ในมาตรา 8
– เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ต้องประกอบด้วยเหตุใน มาตรา 9 ส่วนมาตรา 8 เป็นเพียงบทสันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ที่ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายมาในฟ้องว่าลูกหนี้ได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 8 เพียงแต่บรรยายว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวก็เพียงพอแล้ว
– บทสันนิษฐานว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามมาตรา 8 ที่สำคัญ มีดังนี้
(1). ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินหรือสิทธิจัดการทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์แห่งเจ้าหนี้ทั้งหลายของตน ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
(2). ถ้าลูกหนี้โอนหรือส่งมอบทรัพย์สินของตนไปโดยการแสดงเจตนาลวงหรือโดยการฉ้อฉล ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
– คำว่า “การแสดงเจตนาลวง” นี้ มีความหมายว่า การที่ลูกหนี้แสดงเจตนาไม่ตรงกับความจริงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อลวงคนอื่น ซึ่งตรงกับ ความหมายของการแสดงเจตนาลวงใน ป.แพ่ง มาตรา 155 นั่นเอง (ฎ.226/2520)
– ส่วนคำว่า “การฉ้อฉล” นี้ หมายถึง นิติกรรมใดๆอันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบซึ่งตรงกับความหมายของกลฉ้อฉลใน ป.แพ่ง มาตรา 237 นั่นเอง (ฎ.1868-1869/2516)
(3). ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินของตนหรือก่อให้เกิดทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะต้องถือว่าเป็นการให้เปรียบ ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
(4). ถ้าลูกหนี้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ เพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้
ก. ออกไปเสียนอกราชอาณาจักร หรือได้ออกไปก่อนแล้วและคงอยู่นอกราชอาณาจักร
ข. ไปเสียจากเคหะสถานที่เคยอยู่ หรือซ่อนตัวอยู่ในเคหะสถานหรือหลบไป หรือวิธีอื่น หรือปิดสถานที่ประกอบธุรกิจ (ฎ.534/2504,ฎ.159/2519,ฎ.4732/2543)
ค. ยักย้ายทรัพย์ไปให้พ้นอำนาจศาล
ง. ยอมตนให้ต้องคำพิพากษาซึ่งบังคับให้ชำระเงินซึ่งตนไม่ควรต้องชำระ
– กรณีตาม มาตรา 8(4) ก ข ค ง นี้ หลัก มีว่า ต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ ถ้ากระทำโดยมีเจตนาอย่างอื่น เช่น ปิดสถานที่ประกอบธุรกิจชั่วคราวเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็ไม่เข้าข้อนี้
(5). ถ้าลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้
– ความหมายในข้อนี้มี 2 ประการ คือ ประการแรกลูกหนี้ถูกฟ้องตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง แล้วถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรืออีกประการหนึ่ง ลูกหนี้ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แล้วไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใด ที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ดังกล่าวแล้วแสดงว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินไม่พอใช้หนี้ เพราะว่าถ้ามีทรัพย์สินพอคงไม่ถูกยึดทรัพย์ (ฎ.887/2535,ฎ.1820/2531,ฎ.5429/2543)
(6). ถ้าลูกหนี้แถลงต่อศาลในคดีใด ๆ ว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
(7). ถ้าลูกหนี้แจ้งให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดของตนทราบว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
. ถ้าลูกหนี้เสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป
(9). ถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า ๒ ครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกัน ( ไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ) และลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
– คำว่า “ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน” หมายความว่าในระหว่างการทวงถามครั้งแรกกับครั้งที่สอง ต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 30 วัน มิใช่ว่าต้องรอไว้อีก 30 วันหลังจากทวงถามครั้งที่ 2 แล้วจึงฟ้องคดีได้ (ฎ.790/2510)
– ข้อเท็จจริงตามอนุมาตรา ต่างๆ ในมาตรา 8 เป็นเอกเทศของตัวเองหมายความว่า ถ้ามีข้อเท็จจริงเหล่านี้เกิดขึ้น ในอนุมาตราใดมาตราหนึ่งแล้ว หรือโจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้วก็เข้าข้อสันนิษฐานว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
– ในการที่ศาลจะมีคำสั่งให้บุคคลใดล้มละลายศาลจะอาศัยลำพังแต่ข้อเท็จจริงอันเป็นข้อสันนิษฐานของกฏหมายว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 8 เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ยังต้องพิเคราะห์เหตุผลอื่นมาประกอบที่พอแสดงให้เห็นว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะมีหนี้สินล้นพ้นตัวจริง เมื่อจำเลยยังมีทรัพย์สินที่สามารถชำระหนี้ให้โจทก์ได้ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว (ฎ.508/2536)
1.2. ลูกหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ลูกหนี้ที่จะถูกฟ้องให้ล้มละลายได้จะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร เพราะเหตุว่าอำนาจศาลไทย มีเขตอำนาจอยู่ในราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่มีอำนาจไปบังคับกับบุคคลหรือทรัพย์สินซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย อีกประการหนึ่ง ลักษณะของกฏหมายล้มละลายต้องการจะรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อใช้หนี้เป็นสำคัญ ถ้าลูกหนี้ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร โอกาสที่จะรวบรวมทรัพย์สินคงจะไม่มี
อนึ่ง แม้ว่าลูกหนี้จะไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ก็อาจถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายได้ ถ้าลูกหนี้เคยมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร หรือประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไม่ว่าโดยตนเองหรือโดยตัวแทนในขณะที่มีการขอให้ล้มละลาย แม้ลูกหนี้จะย้ายออกไปนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้หมายความว่า เจ้าหนี้ยังมีเวลาถึง 1 ปี ที่จะติดตามฟ้องลุกหนี้ให้ล้มละลายได้ทั้งนี้นอกจากเพื่อเป็นการป้องกันการหลบหนีของลูกหนี้แล้ว ก็เพื่อผลต่อการรวบรวมทรัพย์ของลุกหนี้เป็นสำคัญ
2. หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้ธรรมดา (มาตรา 9)
– มาตรา 9 เป็นหลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้ไม่มีประกันหรือเจ้าหนี้ธรรมดา ซึ่งมีอยู่ 3 ประการ คือ
(1) “ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว” ข้อนี้เป็นหลักเกณฑ์ทีได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีล้มละลาย คำว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว คือ ลูกหนี้มีทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ หรือลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน นอกจากนี้ หากลุกหนี้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 ก็สันนิษฐานได้ว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(2) “ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคน เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท ”
– คำว่า ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หมายความว่า เป็นหนี้ตั้งแต่ 1,000,000 ขึ้นไป
– ถ้ามีเจ้าหนี้หลายคน คนละไม่ถึง 1,000,000 บาท แต่เมื่อรวมจำนวนหนี้กันแล้วเป็นเงินไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เจ้าหนี้เหล่านั้นก็สามารถเข้าชื่อร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องคดีล้มละลายได้ โดยไม่จำต้องคำนึงว่า มูลหนี้นั้นเหมือนกันหรือไม่ (ฎ.3242/2543 , ฎ.835/2545)
(3) “หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม”
– คำว่า “หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน” หมายความว่า จำนวนหนี้จะต้องแน่นอนหรืออาจ กะคำนวณได้แน่นอน เช่น ลูกหนี้…้เงินเจ้าหนี้ไป อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี จำนวนหนี้ที่กำหนดได้ก็คือ ต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ สามารถคำนวณได้ว่ามีจำนวนเท่าไร จำนวนหนี้นั้นถ้าเป็นหนี้ตามสัญญาก็ไม่มีปัญหา แต่มีหนี้บางอย่างซึ่งไม่แน่นอน เช่นค่าเสียหายในมูลละเมิด หนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือหนี้เบี้ยปรับ เป็นหนี้ที่อาจกำหนดได้แน่นอน จนกว่า ศาลจะพิพากษาให้มีการชำระหนี้แล้ว หรือ เป็นหนี้ที่ตกลงกันโดยการรับสภาพหนี้
– หนี้ที่มีจำนวนไม่แน่นอนนั้น แม้จะนำไปฟ้องเป็นคดีล้มละลายไม่ได้ แต่เจ้าหนี้ก็อาจนำไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ โดยศาลจะสั่งคำขอรับชำระหนี้เองว่าเห็นสมควรให้ได้รับชำระหนี้หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด
– คำว่า “ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม” จะเห็นว่าแตกต่างกับการฟ้องเป็นคดีแพ่งสามัญ คือถ้าเป็นคดีแพ่งสามัญเจ้าหนี้จะฟ้องคดีได้หนี้นั้นต้องถึงกำหนดชำระ ถ้ายังไม่ถึงกำหนดชำระก็บังคับให้ลูกหนี้ชำระไม่ได้ ที่กฎหมายล้มละลายกำหนดไว้เช่นนั้น ก็โดยถือว่าเมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วการที่จะรอให้หนี้ถึงกำหนดชำระเสียก่อนแล้วจึงจะฟ้องได้ ก็อาจจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้ได้
– ทั้งนี้ หนี้ภาษีอากรที่เจ้าพนักงานประเมิน ประเมินแล้วแต่ยังไม่แจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ทราบ ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเพราะถ้าแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ลูกหนี้จะมีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้ (ฎ.2459/2544)
– ดังนั้น หากได้แจ้งการประเมินต่อลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ไม่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด หรือลูกหนี้ได้อุทธรณ์แล้ว แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ถือว่าหนี้ดังกล่าวนั้นอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน (ฎ.3103/2533)
– ส่วนหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง ถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนแล้ว
นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้ แม้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม ทั้งนี้เพราะว่าคำพิพากษานั้นมีผลผูกพันคู่ความ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา145 (ฎ.3210/2532) แต่หากว่าคดีแพ่งนั้นยังไม่ถึงที่สุด จะถือว่ามีเหตุที่ไม่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งต้องพิจารณากันต่อไป (ฎ.177/2531)

หมายเหตุ บุคคลที่มิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายไม่ได้(ฎ.1910/2538)
– การฟ้องลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ล้มละลายต้องฟ้องภายใน 10 ปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด โดยไม่ต้องพิจารณาว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะดำเนินการ ตาม ป.วิแพ่ง ม.๒๗๑ แล้ว ก็ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ( ฎ.4604/2542 )
– กรณีโจทก์ฟ้องให้ลูกหนี้ร่วมหลายคนล้มละลายเป็นคดีเดียวกัน การพิจารณาว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นเรื่องเฉพาะของลูกหนี้ร่วมแต่ ( ฎ.4287/2543 )
– หนี้ตามคำพิพากษาถือเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ตาม ม.9 (3) แม้คำพิพากษานั้นจะยังไม่ถึงที่สุด ( ฎ.4/2536 )
– ตามสัญญาประนีประนอมได้ตกลงเพียงว่าหากจำเลยผิดนัดงวดใดยอมที่จะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนในสภาพที่ใช้การได้ เมื่อจำเลยได้ส่งคืนโจทก์จะนำราคาที่เช่าซื้อมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายไม่ได้ เพราะเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดได้แน่นอน
3. หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน ( มาตรา 10 )
หลัก 1. ต้องมีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 9
2. มิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน
3. กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้วจะยอมสละหลักประกัน หรือตีหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท

- ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกันนั้น ก่อนที่จะใช้หลักเกณฑ์ในมาตรา 10 จะต้องได้ความว่า ในขณะที่ยื่นฟ้องนั้นโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ตามมาตรา 6 เสียก่อน คือ เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ นั่นเอง (ฎ.545/2504)

หลักเกณฑ์การฟ้องล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน มีดังนี้
(1.) ภายใต้บังคับมาตรา 9 เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ
– ที่มาตรา 10 บอกว่า ภายใต้บังคับมาตรา 9 หมายความว่า ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกันนั้น การฟ้องนั้นจะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขของมาตรา 9 ด้วย กล่าวคือ ลูกหนี้ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ 2,000,000 บาท แล้วแต่กรณี และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน
– เมื่อผ่านหลักเกณฑ์ตามมาตรา 9 แล้ว เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 อีก 2 ประการ คือ

(2.) ตามมาตรา 10(1) มิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน และ…
– เจ้าหนี้ที่ต้องห้ามมิให้บังคับเอาเกินกว่าทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน ได้แก่ เจ้าหนี้จำนองที่ไม่มีข้อยกเว้นป.แพ่ง มาตรา 733 แต่ถ้าเป็นเรื่องการเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้แล้ว จะนำมาตรา 733 มาใช้บังคับไม่ได้ (ฎ.300/2506(ป.)) หรือ เจ้าหนี้ที่ต้องห้ามจากข้อตกลงโดยสัญญา เช่นสัญญาจำนำ ถ้ามีข้อตกลงกันว่า เมื่อบังคับจำนำแล้วได้เงินมาชำระหนี้ไม่พอ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาด เป็นต้น
(3.) และ ตามมาตรา 10(2) กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท
– หลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 (2) นี้ เจ้าหนี้จะต้องเลือกบรรยายมาในคำฟ้องอย่างใดอย่างหนึ่ง ว่า จะสละหลักประกันนั้น หรือว่า จะตีราคาหลักประกัน กล่าวคือ
– ถ้ากล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้วจะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายนั้นหมายความว่า เมื่อ ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะคืนหลักประกันนั้นให้แก่กองทรัพย์สิน เพื่อนำหลักประกันนี้ไปขายเพื่อนำเงินมาแบ่งชำให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย และเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาอย่างเจ้าหนี้สามัญ
– หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องว่าหลักประกันมีราคาเท่าไร หนี้เท่าไร เมื่อลบกันแล้วเหลือหนี้ไม่น้อยกว่า 1,000,000.- บาท หรือ 2,000,000.- บาท แล้วแต่กรณี (ฎ.2399/2538)
– มาตรา 10 เป็นหลักเกณฑ์การบรรยายคำฟ้องขอให้ล้มละลายองเจ้าหนี้มีประกันซึ่งจะต้องบรรยายให้ครบหลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 มิฉะนั้นถือเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ ศาลต้องยกฟ้อง (ฎ.175/2529, ฎ.3134/2547)
4. การพิจารณาคดีล้มละลาย ( มาตรา 14 )
หลักเกณฑ์
1. ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือ 10 ถ้าได้ความจริงให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ของลูกหนี้เด็ดขาด
2. ศาลพิจารณาแล้วไม่ได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือ 10 หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง
5. อำนาจหน้าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ( มาตรา 22 )
หลักเกณฑ์ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งมีอำนาจดังนี้.-
1. จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือ กระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จไป
2. เก็บรวบรวมเงินทอง หรือ ทรัพย์สินของลูกหนี้
3. ประนีประนอมยอมความ หรือ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้
6. ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สิน ( มาตรา 24 )
หลักเกณฑ์
1. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามลูกหนี้กระทำการเกี่ยวกับทรัพย์สิน เว้นแต่ได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือ ประชุมเจ้าหนี้
2. ผลของการฝ่าฝืนทำให้นิติกรรมที่ลูกหนี้กระทำโดยฝ่าฝืนนั้นตกเป็นโมฆะ
7. การเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ ( มาตรา 25 )
หลักเกณฑ์
1. ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวง อันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
2. การเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีต่อไปหรือไม่ก็ได้
3. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ได้เฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น จะเข้าว่าคดีแทนในคดีอาญาไม่ได้
8. การขอรับชำระหนี้ ( มาตรา 27 , 91 )
หลักเกณฑ์
1. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฎิบัติตามวิธีการตามพระราชบัญญัตินี้ ( ม.27)
2. เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
3. ระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้
3.1. ภายในกำหนด 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
3.2. กรณีเจ้าหนี้ซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขยายกำหนดเวลาให้อีกได้ไม่เกิน 2 เดือน
– กรณีที่เจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักรขอรับชำระหนี้ ม.91 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้ได้อีกไม่เกิน ๒ เดือน โดยถือเอาสถานที่อยู่ในช่วงเวลาประกาศให้ขอรับชำระหนี้ ไม่ได้ถือภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร
– เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เกิน ๒ เดือน และศาลมีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ไปแล้ว มีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ในคดีใหม่ได้ เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ตาม ม.๑๓๕ (๑) หรือ (๒)
– การขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญาไว้
9. การฟ้องลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคลให้ล้มละลาย (มาตรา 88,89)
ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคล นอกจากเจ้าหนี้จะฟ้องขอให้ล้มละลายเหมือนลูกหนี้บุคคลธรรมดา ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 7,9 และ 10 แล้ว ผู้ชำระบัญชีของนิติบุคคลนั้นเอง อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้สั่งนิติบุคคลนั้นล้มละลายได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 ดังนี้
มาตรา 88 ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลอื่นนอกจากเจ้าหนี้จะฟ้องขอให้ล้มละลายได้ตามความในหมวด 1 แล้ว ผู้ชำระบัญชีของนิติบุคคลนั้น ๆ อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้สั่งให้นิติบุคคลนั้นล้มละลายได้ ถ้าปรากฏว่าเงินลงทุนหรือเงินค่าหุ้นได้ใช้เสร็จหมดแล้วสินทรัพย์ก็ยังไม่พอกับหนี้สิน
เมื่อศาลได้รับคำร้องขอแล้ว ให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนิติบุคคลนั้นเด็ดขาดโดยทันที และให้ที่ประชุมเจ้าหนี้แต่งตั้งเจ้าหนี้คนหนึ่งขึ้น ให้มีสิทธิและหน้าที่เสมือนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์
– ที่ว่า สินทรัพย์ยังไม่พอกับหนี้สิน กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนไว้ ดังเช่นมาตรา 9 หรือมาตรา 10 แสดงว่า แม้สินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สินเพียงจำนวนเล็กน้อย ผู้ชำระบัญชีก็ต้องร้องขอให้นิติบุคคลนั้นล้มละลายได้ (ฎ.1172/2521)
– เมื่อผู้ชำระบัญชีพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินลงทุน หรือเงินค่าหุ้นได้ใช้เสร็จหมดแล้วสินหทรัพย์ก็ยังไม่พอกับหนี้สินเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใดก็ตามถือได้ว่าห้างนั้นมีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามนัย คำพิพากษาฎีกาที่ 1172/2521 ผู้ชำระบัญชีย่อมร้องขอต่อศาลให้นิติบุคคลนั้นล้มละลายได้ทันที โดยศาลไม่จำต้องกำหนดวันนั่งพิจารณา และไม่จำต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตามมาตรา 14 แต่อย่างใด จะนำมาตรา 9 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปมาใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้
– เมื่อศาลได้รับคำร้องของผู้ชำระบัญชีแล้วต้องทำการไต่สวนก่อนแล้วให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนิติบุคคลนั้นเด็ดขาด ดังนั้นในกรณีนี้ การพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวจึงไม่อาจมีได้

 การขอให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้าง ตามมาตรา 89
มาตรา 89 เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่
– เหตุผลที่ให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดล้มละลายตามห้างนั้น เพราะหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดนั้น จะต้องรับผิดในหนี้ของห้างไม่จำกัดจำนวน ตาม ป.แพ่ง มาตรา 1077

- มาตรา 89 มิใช่บทบังคับที่ห้ามมิให้โจทก์ฟ้องผู้ถือหุ้นชนิดไม่จำกัดความรับผิดให้ล้มละลายพร้อมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ดังนั้น โจทก์อาจฟ้องผู้ถือหุ้นชนิดไม่จำกัดความรับผิดให้ล้มละลายพร้อมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้โดยไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา 89 (ฎ.790/2510, ฎ.79/2547)
– ในการขอให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้างนั้นต้งพิสูจน์ให้ศาลเห็นเพียงว่า บุคคลที่ถูกขอให้ล้มละลายตามห้างนั้น เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้าง ขณะที่มีการฟ้องขอให้ล้มละลาย ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องพิสูจน์ว่า บุคคลดังกล่าวมีหนี้สินล้นพ้นตัว
– ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดำม่มีอำนาจต่อสู้คดีและนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหรือมิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 7ได้ (ฎ.2645/2538,ฎ.7093/2545)
– ผู้ที่มิใช่หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างในขณะที่มีการร้องขอให้ล้มละลายตามห้าง ย่อมไม่อาจถูกร้องขอให้ล้มละลายตามห้างได้ (ฎ.3479/2529)
– หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดซึ่งออกจากห้างเกิน 2 ปีไม่ต้องรับผิดในหนี้ของห้างตาม ป.แพ่ง มาตรา 1068 โจทก์จึงฟ้องหรือร้องขอให้หุ้นส่วนดังกล่าวล้มละลายโดยอาศัยหนี้ขอห้างฯ ไม่ได้ (ฎ.467/2537)
10. การขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ( มาตรา 94 )
หลัก เจ้าหนี้ไม่มีประกันขอชำระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ยกเว้น
1. หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรือหนี้ที่จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ( ม. 94(1))
2. หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้น เมื่อเจ้าหนี้ให้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้กระทำขึ้นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้

- หนี้ค่าปรับเป็นรายวันเนื่องจากผิดสัญญา มูลหนี้ในเงินค่าปรับที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ แต่ส่วนที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้ก็มีสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้ได้
– เช็คลงวันที่สั่งจ่ายภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จะนำมาชำรับชำระหนี้ไม่ได้
– เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ค่าไถ่ถอนจำนองก่อนได้ตาม ม.94 แม้ว่าหนี้ค่าไถ่จำนองดังกล่าวจะมีเงื่อนไขแลเงื่อนไขยังไม่สำเร็จก็ตาม

 หนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้
1. หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ลูกหนี้ได้ทำขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เพราะเกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้าม ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย ม.94
2. หนี้ที่ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ เช่น หนี้…้ยืมเงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ยืม
3. หนี้การพนัน หรือ ขันต่อ
4. หนี้ที่ขาดอายุความ

ผลของการไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้
1. ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว เว้นแต่ต่อมาศาลจะมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตาม ม.135 (1) (2) หรือเป็นเจ้าหนี้ตาม ม. 77 (1) (2) ซึ่งไม่ได้ยินยอมในการประนอมหนี้
2. การไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่เป็นเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดีนั้นได้

11. การเพิกถอนการฉ้อฉล ( มาตรา 113 , 114 )
หลัก 1. ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีภาระในการพิสูจน์
2. กรณีที่ลูกหนี้กระทำนิติกรรมภายในระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น หรือ เป็นการให้โดยเสน่หา หรือลูกหนี้ได้รับค่าตอบแทนน้อยเกินสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่ลูกหนี้และผู้ได้ลาภงาอก แต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
3. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้รู้ถึงเหตุในการเพิกถอนการฉ้อฉล
4. เจ้าหนี้อื่นที่เสียเปรียบ ต้องมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ในขณะลูกหนี้กระทำการอันเป็นเหตุให้เพิกถอนได้
5. คำร้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
– อำนาจตาม ม.113 เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเฉพาะ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องขอต่อศาลภายใน 1 ปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้รู้ถึงเหตุในการเพิกถอนการฉ้อฉล
– การร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉล ตาม ม.113 ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่
– การขอเพิกถอนการโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใดๆ ตาม ม.113 , 114 และ115 เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเฉพาะ ดังนั้นหากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ร้องขอเพิกถอน เจ้าหนี้ก็ไม่อาจร้องขอเพิกถอนได้ชอบที่จะยื่นคัดค้านต่อศาลตาม ม. 146 (ฎ.๑๘๕๗/๒๕๔๑)
12. การเพิกถอนการชำระหนี้ที่เป็นการให้เปรียบ ( มาตรา 115 )
หลัก 1. ต้องเป็นการกระทำของลูกหนี้ หรือ ลูกหนี้ยินยอมให้กระทำ
2. ต้องเป็นการโอนให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นหนี้อยู่ก่อนแล้ว และการโอนเช่นนั้นทำให้เจ้าหนี้อื่นของจำเลยเสียเปรียบ
3. ลูกหนี้กระทำการดังกล่าวภายในระยะเวลา 3 เดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย หรือ ภายหลังจากมีการขอหรือฟ้องให้ล้มละลาย แต่ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
4. อำนาจในการยื่นคำร้องตาม ม.115 เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเฉพาะ ดังนั้นหากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นไม่เพิกถอน เจ้าหนี้ร้องคัดค้านคำสั่งต่อศาลได้ แต่จะยื่นคำร้องขอเพิกถอนเองไม่ได้
– การที่ลูกหนี้กระทำหรือยินยอมให้เจ้าหนี้กระทำในระหว่างระยะเวลา 3 เดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย โดยไม่ต้องดูการกระทำของผู้รับโอนด้วย ดังนั้นแม้ผู้รับโอนจะลงชื่อในฐานะผู้รับโอนระหว่าง 3 เดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลายก็ตาม ก็ขอเพิกถอนการโอนไม่ได้
– การเพิกถอนการโอนหรือการกระทำตามมาตรา 115 ไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย แต่เจ้าหนี้มิใช่บุคคลภายนอก ดังนั้นแม้ได้รับโอนทรัพย์สินดยเสียค่าตอบแทนและสุจริตก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ม. 116 ( ฎ.๒๖๒๖/๒๕๔๒ )

13. การทวงหนี้ ( มาตรา 119 )
หลัก 1. ในกรณีบุคคลภายนอกรับว่าเป็นหนี้ลูกหนี้ หรือมีทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ในความครอบครอง เจ้าพนักงานทวงหนี้ ตาม ม.118
2. ในกรณีบุคคลภายนอกไม่ยอมรับว่าเป็นหนี้ลูกหนี้ หรือมัทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ในความครอบครอง โดยมีขั้นตอนการทวงหนี้ตาม ม.119 ดังนี้.-
2.1.เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องแจ้งความเป็นหนังสือไปยังบุคคลนั้นให้ชำระเงิน หรือส่งมอบทรัพย์สินและแจ้งไปด้วยว่า ถ้าจะปฎิเสธหนี้ให้ปฎิเสธเป็นหนังสือมายังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 14 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ มิฉะนั้นถือว่าเป็นหนี้กองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามจำนวนหนี้ที่แจ้ง
2.2.เมื่อมีหนังสือปฎิเสธหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องทำการสอบสวนดังนี้.-
2.2.1.สอบสวนได้ความว่าผู้ถูกทวงหนี้เป็นหนี้จริง ให้มีหนังสือยืนยันหนี้
2.2.2.สอบสวนไม่ได้ความผู้ถูกทวงหนี้เป็นหนี้จริงให้จำหน่ายชื่อจากบัญชีลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ ตาม ม.146
2.3.ผู้ถูกยืนยันหนี้จะต้องร้องคัดค้านต่อศาลภายใน 14 วันมิฉะนั้นถือว่าเป็นหนี้เด็ดขาด
3. ผู้ถูกทวงหนี้มีสิทธิขอขยายระยะเวลาในการปฎิเสธได้
4. การทวงหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
5. การปฎิเสธหนี้ต้องปฎิเสธต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฎิเสธต่อศาลไม่ได้
– เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่นชำระเงิน หรือ ส่งมอบทรัพย์สิน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำการทวงหนี้ไปยังบุคคลดังกล่าว โดยแจ้งเป็นหนังสือ หากบุคคลดังกล่าวปฎิเสธหนี้ต่อเจ้านักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องทำการสอบสวนและมีคำสั่งยืนยันหนี้หรือจำหน่ายชื่อจากบัญชีลูกหนี้ หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งจำหน่ายชื่อ เจ้าหนี้หรือลูกหนี้มีสิทธิคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ตาม ม.146
– กรณีศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งจำหน่ายชื่อของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต้องถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เห็นว่าบุคคลนั้นเป็นหนี้ลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีหน้าที่ต้องยืนยันหนี้ไปยังบุคคลดังกล่าวและแจ้งให้คัดค้านคำสั่งภายใน 14 วัน
– ในกรณีที่บุคคลภายนอกนั้นยื่นคำร้องคัดค้านตามมาตรา 119 วรรคสาม ศาลต้องพิจารณาเป็นที่พอใจว่าผู้ร้องเป็นหนี้หรือไม่ ซึ่งการพิจารณาของศาลบุคคลดังกล่าวมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมานำสืบให้ศาลเห็นว่าตนมิได้เป็นหนี้ลูกหนี้ได้
– การที่บุคคลได้รับหนังสือทวงหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มิได้ปฎิเสธภายในกำหนด 14 วันนับแต่วันได้รับแจ้งความ ถือว่าเป็นหนี้กองทรัพย์สินของเจ้าหนี้เป็นการเด็ดขาด และถือเสมือนเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา
– เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ชอบที่จะร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ เนื่องจากถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเสมือนลูกหนี้ตามคำพิพากษา
14. การยกเลิกการล้มละลาย ( มาตรา 135 , 136 )
หลักเกณฑ์ 1. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจดำเนินการให้ได้ผล
2. ลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย
3. หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว
4. เมื่อไม่มีทรัพย์จะแบ่งให้แก่เจ้าหนี้แล้ว
5. ผลของการยกเลิกการล้มละลาย ตาม ม.135( 1 ) หรือ ( 2 ) ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด ( ม.136 )
– การสั่งยกเลิกการล้มละลาย ตาม ม.135( 1 ) หรือ ( 2 ) ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สิน แม้ว่ามูลหนี้ดังกล่าวเจ้าหนี้จะมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ก็ตาม
15. การปลดจากล้มละลาย ( มาตรา 71 , 81/1 )
หลักเกณฑ์ 1. ศาลมีคำสั่งปลดจากล้มละลาย เมื่อ
1.1.ได้แบ่งทรัพย์สินชำระให้แก่เจ้าหนี้ที่ได้ขอรับการชำระหนี้ไว้แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
1.2.ไม่เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
2. การปลดจากล้มละลายเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ( มาตรา 81/1 )ซึ่งใช้บังคับเฉพาะบุคคลธรรมดา เว้นแต่
2.1.บุคคลนั้นได้เคยถูกพิพากษาให้ล้มละลายมาก่อนแล้ว และยังไม่พ้นระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลายครั้งก่อนจนถึงครั้งหลังให้ขยายระยะเวลาเป็น 5 ปี
2.2.บุคคลนั้นเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตที่ไม่มีลักษณะตาม ข้อ 3 ให้ขยายระยะเวลาเป็น 10 ปี
2.3.บุคคลนั้นเป็นบุคคลล้มละลาย อันเนื่องมาจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการ…้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามกฎหมายว่าด้วยการ…้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ให้ขยายระยะเวลาเป็น 10 ปี
3. ผลจากการปลดจากล้มละลาย ( มาตรา 77 ) ทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง อันพึงขอรับชำระหนี้ได้ เว้นแต่
3.1.หนี้เกี่ยวกับภาษีอากร หรือ จังกอบของรัฐบาล หรือเทศบาล
3.2.หนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นโดยความทุจริตฉ้อโกงของบุคคลล้มละลาย หรือหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ได้เรียกร้องเนื่องจากความทุจริตฉ้อโกง ซึ่งบุคคลล้มละลายมีส่วนเกี่ยวข้องสมรู้
16. การพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย ( มาตรา 35 )
หลักเกณฑ์ – ให้ลูกหนี้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อครบ 3 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

มาตราที่จะนำมาออกของมสธ.มีอยู่2ชุดๆที่1คือมาตรา6+7+8+9+10+14+150ชุดที่2คือมาตรา92+94+96+101

About these ads

ความเห็นถูกปิด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 165 other followers

%d bloggers like this: