พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

แนวทางศึกษา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ควรอ่านหนังสือให้จบก่อนนะคะ(ขอขอบคุณ พี่นิติเขียวทองค่ะ)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มีสาระสำคัญบางประการ ดังนี้
1. พระราชบัญญัตินี้มีทั้งสิ้น 8 มาตรา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไป (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 117 ตอนที่ 44 ก หน้า 1 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2543)
2. กำหนดให้มีบทบัญญัติ “พระธรรมนูญศาลยุติธรรม” ซึ่งแนบท้าย พรบ.ฉบับนี้ เพื่อใช้บังคับ
3. พระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้ ให้ใช้บังคับแก่บรรดาคดีทั้งหลายที่ยื่นฟ้องในวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไป แม้ว่ามูลคดีได้เกิดก่อนหรือในวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมนี้ใช้บังคับก็ตาม
4. เหตุผลในการประกาศใช้ พรบ.ฉบับนี้นั้น สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับอำนาจตุลาการไว้ ดังนี้
(1) มาตรา 236 บัญญัติให้การนั่งพิจารณาคดีของศาล ต้องมีผู้พิพากษาครบองค์คณะ และ
ผู้พิพากษาซึ่งมิได้นั่งพิจารณาคดีใดจะทำคำพิพากษาคดีนั้นมิได้ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็น
อื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้
(2) มาตรา 249 บัญญัติให้การจ่ายสำนวนคดีให้ผู้พิพากษา ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่
กฎหมายบัญญัติ และห้ามการเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดี เว้นแต่เป็นกรณีที่กระทบ
กระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
(3) มาตรา 275 บัญญัติให้ศาลยุธิธรรมมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระ โดยมีเลขาธิการสำนัก
งานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชา ขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
1. บทบัญญัติในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มีทั้งสิ้น 33 มาตรา แบ่งออกเป็น 4 หมวด ดังนี้
หมวด 1 บททั่วไป มี 14 มาตรา
หมวด 2 เขตอำนาจศาล มี 9 มาตรา
หมวด 3 องค์คณะผู้พิพากษา มี 8 มาตรา
หมวด 4 การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดี มี 2 มาตรา
2. ในเรื่อง “บททั่วไป” ได้กล่าวถึง ศาลยุติธรรม มี 3 ชั้น (ธศ. ม.1) คือ
(1) ศาลชั้นต้น (ธศ. ม.2) ได้แก่
– ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี
– ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี
– ศาลจังหวัด (มีทุกจังหวัด บางจังหวัดอาจมี 2 ศาล)
– ศาลแขวง (จัดตั้งขึ้นตาม พรบ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาในศาลแขวง พ.ศ. 2499)
– ศาลยุติธรรมอื่นที่ พรบ.จัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น
(2) ศาลอุทธรณ์ (ธศ. ม.3) ได้แก่
– ศาลอุทธรณ์
– ศาลอุทธรณ์ภาค ซึ่งมีทั้งสิ้น 9 ภาค
(3) ศาลฎีกา มีศาลเดียว ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
3. การแบ่งส่วนราชการภายในของศาลยุติธรรม และการกำหนดเขตอำนาจของแต่ละศาลนั้น ให้เป็นอำนาจของ “คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.)” โดยต้องออกเป็นประกาศคณะกรรมการฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ได้ต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
4. ประธานศาลฎีกา มีอำนาจหน้าที่ (ธศ. ม.5) ดังนี้
(1) วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม
(2) ดูแลให้ผู้พิพากษาปฏิบัติตามระเบียบวิธีการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นให้เป็นไปโดยถูกต้อง
5. ให้จัดตั้งสำนักงานศาลยุติธรรมขึ้นในศาลยุติธรรม โดยมีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชา (ธศ. ม.6) มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(1) บริหารงานธุรการในศาลยุติธรรม
(2) ดำเนินการเกี่ยวการจัดตั้ง การยุบเลิก หรือการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล เพื่อขอความ
เห็นชอบต่อ ก.บ.ศ. ก่อนเสนอขออนุมัติต่อ ครม.
6. กำหนดให้มีตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งในศาลยุติธรรม (ธศ. ม.8) ดังต่อไปนี้
(1) ศาลฎีกา
– ประธานศาลฎีกา 1 คน
– รองประธานศาลฎีกา มากกว่า 1 คน แต่ไม่เกิน 3 คน
(2) ศาลอุทธรณ์
– ประธานศาลอุทธรณ์ 1 คน (ตาม ธศ. เดิมคือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์)
– ประธานศาลอุทธรณ์ภาคๆ ละ 1 คน (ทั้งหมดมี 9 คน)
– รองประธานศาลอุทธรณ์ 1 คน
– รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคๆ ละ 1 คน (มีทั้งหมด 9 คน)
– ข้อสังเกต ตาม ม.8 ว.1 ความท้าย ระบุเฉพาะตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา และรองอธิบดีผู้
พิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น มิได้ระบุตำแหน่งรองประธานศาลอุทธรณ์หรือรองประธานศาล
อุทธรณ์ภาค จึงเข้าใจว่ารองประธานทั้งสองตำแหน่งมีเพียงศาลละตำแหน่งเดียว
(3) ศาลชั้นต้น
– อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ศาลละ 1 คน
– รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ศาลละมากกว่า 1 คน แต่ไม่เกิน 3 คน
ทั้งนี้ การแต่งตั้งรองประธานศาลฎีกาและรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ให้มากกว่า 1 คน แต่ไม่เกิน 3 คน ตาม ม.8 ว.1 ความท้ายนั้น ต้องเป็นมติของ ก.บ.ศ. โดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกา
* 7. การปฏิบัติหน้าที่นั้น ธศ. ฉบับนี้ (ธศ. ม.8) ได้วางแนวปฏิบัติเป็นลำดับขั้นตอนไว้ดังนี้
(1) ศาลฎีกา
– เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาไม่อาจปฏิบัติราชการได้ (เจ็บไข้ได้ป่วยหรือ
ไปราชการที่อื่น) ให้รองประธานศาลฎีกา เป็นผู้ทำการแทน
– ถ้ามีรองประธานศาลฎีกาหลายคน ให้รองประธานศาลฎีกาที่มีอาวุโสสูงสุด เป็น
ผู้ทำการแทน
– ถ้ารองประธานศาลฎีกาที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโส
ถัดลงมาตามลำดับ เป็นผู้ทำการแทน
– กรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกา หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ไม่ว่า
จะเป็นรองประธานศาลฎีกาทุกลำดับอาวุโสก็ตาม ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด
ในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน
– กรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามลำดับที่กล่าวมาข้างต้นเลย ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้
ผู้พิพากษาคนหนึ่ง (ผู้พิพากษาจากศาลใดก็ได้) เป็นผู้ทำการแทนก็ได้
– ผู้พิพากษาอาวุโสและผู้พิพากษาประจำศาล ไม่มีสิทธิเป็นผู้ทำการแทน
(2) ศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค
– เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค ไม่อาจ
ปฏิบัติราชการได้ ให้รองประธานศาลอุทธรณ์หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค
เป็นผู้ทำการแทน
– กรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือมี
แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการ
แทน
– กรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามลำดับที่กล่าวมาข้างต้นเลย ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้
ผู้พิพากษาคนหนึ่ง (ผู้พิพากษาจากศาลใดก็ได้) เป็นผู้ทำการแทนก็ได้
– ผู้พิพากษาอาวุโสและผู้พิพากษาประจำศาล ไม่มีสิทธิเป็นผู้ทำการแทน
(3) ศาลชั้นต้น
– เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รอง
อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เป็นผู้ทำการแทน
– ถ้ามีรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหลายคน ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่
มีอาวุโสสูงสุด เป็นผู้ทำการแทน
– ถ้ารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้
ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับ เป็นผู้ทำการแทน
– กรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ
ราชการได้ ไม่ว่าจะเป็นรองประธานศาลฎีกาทุกลำดับอาวุโสก็ตาม ให้ผู้พิพากษา
ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน
– กรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามลำดับที่กล่าวมาข้างต้นเลย ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้
ผู้พิพากษาคนหนึ่ง (ผู้พิพากษาจากศาลใดก็ได้) เป็นผู้ทำการแทนก็ได้
– ผู้พิพากษาอาวุโสและผู้พิพากษาประจำศาล ไม่มีสิทธิเป็นผู้ทำการแทน
8. กรณีศาลจังหวัด หรือศาลแขวง (ธศ. ม.9) กำหนดไว้ดังนี้
– ให้มีผู้พิพากษาหัวศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาศาลแขวง ศาลละ 1 คน
– เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลง
หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดใน
ศาลนั้น เป็นผู้ทำการแทน
– ถ้าผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโส
ถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้น เป็นผู้ทำการแทน
– กรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามลำดับที่กล่าวมาข้างต้นเลย ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้
ผู้พิพากษาคนหนึ่ง (ผู้พิพากษาจากศาลใดก็ได้) เป็นผู้ทำการแทนก็ได้
– ผู้พิพากษาอาวุโสและผู้พิพากษาประจำศาล ไม่มีสิทธิเป็นผู้ทำการแทน
* 9. นอกจากนี้ ธศ. ม.13 ยังกำหนดให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ดังนี้
– ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาคๆ ละ 1 คน ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 9 ภาค
– ถ้าตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลงหรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ประธาน
ศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่ง (ผู้พิพากษาจากศาลใดก็ได้) เป็นผู้ทำการแทน
– ผู้พิพากษาอาวุโสและผู้พิพากษาประจำศาล ไม่มีสิทธิเป็นผู้ทำการแทน
10. ในเรื่อง “เขตอำนาจศาล” นั้น พระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้วางแนวปฏิบัติ ไว้ดังนี้
(1) ห้ามศาลยุติธรรมศาลใดศาลหนึ่งรับฟ้องคดี ซึ่งศาลยุติธรรมศาลอื่นได้สั่งรับฟ้องไว้โดย
ชอบแล้ว เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย (ธศ. ม.15) ……………หมายความว่า
กฎหมายห้ามศาลพิจารณาพิพากษาคดีซ้ำซ้อน
(2) กรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้นเกิดขึ้น “นอก” เขตของศาล
แพ่งหรือศาลอาญา …………กฎหมาย (ธศ. ม.16 ว.2) ให้อำนาจศาลแพ่งหรือศาลอาญาใช้ดุลพินิจ ดังนี้
– รับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หรือ
– มีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ
(3) กรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้น “ใน” เขตของศาลของแขวง
และอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น …………..กฎหมาย (ธศ. ม.16 ว.3) ให้อำนาจศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่ง
โอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ
* (4) ศาลแขวง (ธศ. ม.17) มีอำนาจขึ้นนั่งพิจารณาพิพากษาคดีด้วย “ผู้พิพากษาคนเดียว” ได้
แต่ให้จำกัดอำนาจพิจารณาพิพากษาไว้ (ธศ. ม.24 , 25) ดังนี้
– ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น
– ออกคำสั่งใดๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแพ่งคดี
– ไต่สวนและวินิจฉัยขี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง
– ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย
– ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
– พิจารณาพิพากษา “คดีแพ่ง” ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้อง
ไม่เกิน 300,000 บาท (300,000 บาทพอดี ก็ยังอยู่ในอำนาจ)
– พิจารณาพิพากษา “คดีอาญา” ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ……….แต่จะลงโทษจำคุกเกิน 6
เดือน หรือปรับเกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ได้
(5) ศาลจังหวัด (ธศ. ม.18) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง ที่มิได้
อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น ……….ศาลจังหวัดหนึ่งอาจแบ่งเขตอำนาจศาลแล้วจัดตั้งเป็นศาล
จังหวัดอีกแห่งหนึ่งก็ได้ โดยใช้ชื่อตามพื้นที่เขตปกครองที่เป็นที่ตั้งศาลนั้น เช่น ศาลจังหวัดเบตง (จังหวัดยะลา) ศาลจังหวัดมีนบุรี (กรุงเทพฯ) ศาลจังหวัดธัญบุรี (จังหวัดปทุมธานี) เป็นต้น
(6) ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแพ่งธนบุรี (ธศ. ม.19 ว.1) มีอำนาจพิจารณา
พิพากษาคดีแพ่งทั้งปวง และคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น …………..ตัวอย่างคดีอื่น เช่น
คดีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร ปวพ. ม.3 (1) กำหนดให้
ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ เป็นต้น
(7) ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรี (ธศ. ม.19 ว.2) มีอำนาจพิจารณา
พิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่กฎหมายบัญญัติ
ให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา
 ศาลอุทธรณ์ (ธศ. ม.21) มีเขตอำนาจของศาลตลอดท้องที่ที่มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาล
อุทธรณ์ภาค ……………..กรณีที่มีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ และคดีนั้นอยู่ “นอก” เขตของศาล
อุทธรณ์ …..กฎหมาย (ธศ. ม.21 ว.2) ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจ ดังนี้
– รับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
– มีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลอุทธรณ์ภาคที่มีเขตอำนาจ
(9) ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค มีอำนาจหน้าที่ (ธศ. ม.22) ดังต่อไปนี้
– พิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น
– พิพากษายืนตาม แก้ไข กลับ หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลง
โทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อคดีนั้นส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์ หรือ
ศาลอุทธรณ์ภาค
– วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตาม กม.
– วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจวินิจฉัยได้ตาม กม.อื่น
(10) ศาลฎีกา มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
– พิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือ
ศาลอุทธรณ์ภาค
– พิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อ
ศาลฎีกา
– วินิจฉัยชี้ขาดหรือสั่งคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลฎีกาตามกฎหมาย
– คดีที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ
ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้น
11. ในเรื่อง “องค์คณะผู้พิพากษา” นั้น พระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้วางแนวปฏิบัติ ไว้ดังนี้
(1) องค์คณะผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีในศาลแขวง
– ผู้พิพากษาเพียงคนเดียวเป็นองค์คณะได้
– มีอำนาจ ตาม ธศ. ม.24 , 25
* – ยกเว้นคดีแพ่งที่ไม่มีทุนทรัพย์ ผู้พิพากษาคนเดียวขึ้นนั่งพิจารณาพิพากษาคดีไม่ได้
* (2) ผู้พิพากษาประจำศาล “ไม่มี” อำนาจพิจารณาพิพากษาในกรณีต่อไปนี้ (ธศ. ม.25 วรรคท้าย)
– ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา (ธศ. ม.25 (3))
– พิจารณาพิพากษา “คดีแพ่ง” ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้อง
ไม่เกิน 300,000 บาท (ธศ. ม.25 (4))
– พิจารณาพิพากษา “คดีอาญา” ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ……….แต่จะลงโทษจำคุกเกิน 6
เดือน หรือปรับเกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ได้ (ธศ. ม.25 (5))
(3) องค์คณะผู้พิพากษานั่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้น นอกจากศาลแขวงและศาล
ยุติธรรมอื่น (ธศ. ม.26)
– ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน
– ต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินกว่า 1 คน
(4) องค์คณะผู้พิพากษานั่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค หรือ
ศาลฎีกา (ธศ. ม.27)
– ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 3 คน
(5) กรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ เกิดขึ้น “ระหว่างการ
พิจารณาคดี” ทำให้ผู้พิพากษาไม่อาจนั่งพิจารณาเป็นองค์คณะต่อไปได้ …….กฎหมาย (ธศ. ม.28)
กำหนดให้ผู้พิพากษาต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนได้ ดังนี้
– ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา หรือผู้พิพากษา
ในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย
– ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาล
อุทธรณ์ภาค หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือ
ผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ซึ่งประธานศาลอุทธรณ์หรือ
ประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี มอบหมาย
– ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาศาล
ในชั้นต้นของศาลนั้น ซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค
หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มอบหมาย
* (6) กรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ เกิดขึ้น “ระหว่างการทำคำ
พิพากษาคดี” ทำให้ผู้พิพากษาไม่อาจทำคำพิพากษาเป็นองค์คณะต่อไปได้ …….กฎหมาย (ธศ. ม.29)
กำหนดให้ผู้พิพากษาต่อไปนี้ทำคำพิพากษานั้นแทนได้ ดังนี้
– ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา
– ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาล
อุทธรณ์ภาค หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค
– ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค
รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาศาลหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี
(7) เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ตาม ธศ. ม.28 , 29 หมายความถึงกรณีต่อไปนี้
– ผู้พิพากษาคนนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่
– ผู้พิพากษาคนนั้นถูกคัดค้านและถอนตัวไป
– ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่า ควรยกฟ้อง แต่คดีมีอัตรา
โทษเกินกว่า 3 ปี หรือปรับเกินกว่า 60,000 บาท
– ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาแล้วเห็นว่า ควรลงโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือน
หรือปรับเกินกว่า 10,000 บาท
– ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาท
หรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่า 300,000 บาท
– คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งที่จะต้องกระทำโดยผู้พิพากษาเป็นองค์คณะหลายคน
และผู้พิพากษาในองค์คณะนั้นมีความเห็นแย้งจนหาเสียงข้างมากไม่ได้
12. ในเรื่อง “การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดี” นั้น พระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้วางแนวปฏิบัติ ไว้ดังนี้
(1) ผู้ที่มีหน้าที่ใน “การจ่าย” สำนวนคดีให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลหรือในแผนกคดี
นั้น ……..กฎหมาย (ธศ. ม.32) กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ
– ประธานศาลฎีกา – อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
– ประธานศาลอุทธรณ์ – ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
– ประธานศาลอุทธรณ์ภาค – ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดี
(2) ผู้ที่มีหน้าที่ใน “การเรียกคืน และการโอนสำนวนคดี ” ………..กฎหมาย (ธศ. ม.33)
กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ
– ประธานศาลฎีกา – อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น
– ประธานศาลอุทธรณ์ – ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
– ประธานศาลอุทธรณ์ภาค
แต่การเรียกคืน และการโอนสำนวนคดีดังกล่าว จะกระทำได้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้
– ต้องเป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาหรือพิพากษา
อรรถคดีของศาลนั้น
– ต้องมีความเห็นให้กระทำได้จากรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์
รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษา
ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลแขวง

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง
1. ศาลที่พิจารณาคดีในประเทศไทยไทย ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมี 4 ศาล กล่าวคือ
(1) ศาลรัฐธรรมนูญ – ผู้ทำหน้าที่ในศาลนี้เรียกว่า “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”
– วินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับข้อขัดแย้งทางกฎหมายด้านการเมือง
(2) ศาลปกครอง – ผู้ทำหน้าที่ในศาลนี้เรียกว่า “ตุลาการศาลปกครอง”
– มีอำนาจเฉพาะคดีปกครอง
* (3) ศาลทหาร – ผู้ทำหน้าที่ในศาลนี้เรียกว่า “ตุลาการศาลทหาร”
– แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูงสุด
– มีอำนาจเฉพาะคดีที่ทหารกระทำความผิดคดีอาญา
– ทหารและพลเรือนร่วมกันกระทำความผิดคดีอาญา ต้องขึ้นศาล
พลเรือน
(4) ศาลยุติธรรม – ผู้ทำหน้าที่ในศาลนี้เรียกว่า “ผู้พิพากษา”
– แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา
– มีอำนาจพิจารณาคดีทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของ 3 ศาล
2. คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ
– คดีแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญา
– การดำเนินคดีแพ่ง จำต้องรอผลของคดีอาญาก่อน
– เมื่อดำเนินคดีทางแพ่งแล้วก็ไม่จำเป็นต้องนำสืบพยานอีก
3. กรณีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือข้าราชการการเมืองอื่นกระทำความผิดคดีอาญา ต้องยื่นคำฟ้องต่อ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”
4. ตำแหน่งผู้พิพากษา (ข้าราชการฝ่ายตุลาการ) ตาม ธศ. ฉบับใหม่นี้ จำแนกผู้พิพากษาออกเป็น 5 ประเภท กล่าวคือ
(1) ผู้พิพากษาธรรมดา ซึ่งปฏิบัติราชการอยู่ในศาลยุติธรรมทั้ง 3 ชั้น
* (2) ผู้พิพากษาสมทบ ซึ่งมีอยู่เฉพาะศาลชำนัญพิเศษ เช่น
– ศาลแรงงาน – ศาลเยาวชนและครอบครัว
– ศาลภาษีอากร – ศาลทรัพย์สินทางปัญญา
– ศาลล้มละลาย
* (3) ดาโต๊ะยุติธรรม
– เป็นผู้ทำหน้าที่ชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามในศาลชั้นต้น …..ข้อชี้ขาดถือเป็นที่สุด
– ต้องชี้ขาดเฉพาะคดีแพ่งที่คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายเป็นอิสลามศาสนิก
– คดีแพ่งนั้นต้องเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับครอบครัวหรือมรดก
– ต้องเป็นคดีที่เกิดใน 4 จังหวัดภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล
(มีศาลจังหวัด 5 แห่ง รวมถึงศาลจังหวัดเบตง)
– ขึ้นนั่งพิจารณาพิพากษาคดีพร้อมกับผู้พิพากษาธรรมดา
(4) ผู้พิพากษาอาวุโส ได้แก่
– ผู้พิพากษาที่เกษียณอายุราชการไปแล้วเมื่อครบ 60 ปี แต่ทางการยังจ้างอยู่ต่อ
ในลักษณะปีต่อปีจนอายุครบ 70 ปี (ผู้พิพากษาที่ยังไม่เกษียณอายุราชการ แต่มีความ
อาวุโสในศาลนั้น เรียกว่า “ผู้พิพากษาที่มีอาวุโส” )
– ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างๆ ในศาลชั้นต้นเท่านั้น
(5) ผู้พิพากษาประจำศาล ได้แก่
– ผู้พิพากษาใหม่ที่เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษา
– ทางการยังไม่ให้รับผิดชอบในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยลำพัง
– ประจำอยู่ตามศาลต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์

*********************

About these ads

ความเห็นถูกปิด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 159 other followers

%d bloggers like this: