แนวทางศึกษา ภาระการพิสูจน์และการนำสืบพยาน

เอกสารหมายเลข 8
ภาระการพิสูจน์และการนำสืบพยานเอกสาร
ภาระการพิสูจน์ (ม.84)
มาตรา 84 วางหลักไว้ว่า “ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใดๆ เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน ให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง
แต่ว่า (1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว
(2) ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแก่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว”
คำอธิบาย
1. ภาระการพิสูจน์ เป็นความหมายเดียวกับ “หน้าที่นำสืบ” ตาม ม.84
2. หลักกฎหมายของ ม.84 คือ “ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ”
3. เป็นการนำสืบ “ข้อเท็จจริง” เพื่อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ หรือคำให้การของจำเลย
4. แต่มีข้อยกเว้น 2 ประการ ที่คู่ความไม่จำเป็นต้องนำสืบข้อเท็จจริง กล่าวคือ
(1) ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป เช่น – วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการ
– วันที่ 23 ตุลาคมเป็นวันปิยมหาราช
– พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก
– กลางคืนสว่าง กลางคืนมืด
(2) ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กฎหมายปิดปาก” ไม่ให้เถียงเป็นอย่างอื่น ซึ่งมีได้หลายกรณี เช่น
– ตัวแทนเชิด ปพพ. ม.821 , 822 (ปิดปากโดยการกระทำหรือการแสดงออก)
– ยอมให้เพื่อนใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วน ปพพ. ม.1054 (ปิดปากโดยเอกสาร)
– คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ปวอ.46 (ปิดปากโดยคำพิพากษาของศาล)
(3) ข้อเท็จจริงนั้นคู่ความยอมรับกันแล้ว
– เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้าง และอีกฝ่ายหนึ่งนั้นยอมรับ เรียกว่า “คำรับในศาล”
หมายถึง การรับในคดีที่กำลังฟ้องร้องกัน
– เมื่อยอมรับกันเช่นนั้น ผลคือ ประเด็นแห่งคดี นั้นเป็นอันยุติ ไม่ต้องนำสืบพยาน
– คำรับในศาล อาจเกิดขึ้นได้ใน 2 ลักษณะ ซึ่งมีผลทางกฎหมายต่างกันเพียงเล็กน้อย
* เกิดจากการรับกันในคำคู่ความ เช่น คำฟ้อง คำให้การ มีผลเท่ากับไม่มี
ประเด็นข้อพิพาทเกิดขึ้นเลย
* เกิดในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาคดี มีผลทำให้ประเด็นข้อพิพาทที่มี
อยู่นั้นระงับสิ้นไป

- คำรับในศาล อาจเกิดขึ้นในลักษณะเป็นคำรับโดยชัดแจ้งก็ได้ หรือโดยปริยายก็ได้
ซึ่งคำรับโดยนั้นไม่มีปัญหาใดๆ …แต่คำรับโดยปริยายจะต้องมีลักษณะพิเศษ ดังนี้
* คำฟ้องของโจทก์ข้อใด ถ้าจำเลยมิได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งไว้ในคำให้การ
ถือว่าจำเลยยอมรับในข้อนั้น ตาม ม.177 ว.2
* คำฟ้องของโจทก์ข้อใด ถ้าจำเลยปฏิเสธโดยไม่ชัดแจ้ง มีผลเท่ากับไม่ได้
ปฏิเสธ
* ข้อที่จำเลยยกขึ้นปฏิเสธโดยชัดแจ้งแล้วก็ดี หรือข้ออ้างที่จำเลยยกกล่าวขึ้น
ใหม่ก็ดี จำเลยจะต้องแสดงเหตุไว้ด้วย ตาม ม.177 ว.2 ความท้าย มิฉะนั้น
จำเลยจะนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนไม่ได้
* เหตุผลที่จำเลยยกขึ้นสนับสนุนข้ออ้างข้อโต้เถียงของตนนั้น จะต้องเป็น
เหตุผลที่กฎหมายยอมรับ
* การให้การต่อสู้ไว้ทุกๆ จุดนั้น จะต้องระวังอย่าให้มีลักษณะเป็นคำให้การ
สองแง่สองง่ามที่ขัดกันเองอยู่ในตัว
(4) ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นพิสูจน์เพียงว่า
ตนได้ปฏิบัติตามนั้นครบถ้วนแล้ว

พยานเอกสารให้รับฟังได้แต่ต้นฉบับเท่านั้น (ม.93)
มาตรา 93 วางหลักไว้ว่า “การอ้างเอกสารเป็นพยานนั้น ให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่
(1) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่า สำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้
(2) ถ้าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนำต้น ฉบับมาได้โดยประการอื่น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้
(3) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้น จะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาหน้าที่เกี่ยวข้อง อนึ่ง สำเนาเอกสารหรือข้อความที่คัดจากเอกสารเหล่านั้น ซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องได้รับรองถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอที่จะนำมาแสดง เว้นแต่ศาลจะกำหนดเป็นอย่างอื่น”
คำอธิบาย
1. ต้นฉบับเอกสาร ถือเป็นพยานชั้นหนึ่ง ……ถ้าไปคัดลอกมาหรือถ่ายเอกสารมา ก็เป็นเพียงสำเนาเอกสารซึ่งถือเป็นพยานชั้นสอง การนำสำเนาเอกสารมานำสืบจะทำให้พยานเอกสารนั้นมีน้ำหนักน้อย
2. กฎหมายกำหนดให้ศาลยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น …..แต่ก็มีข้อยกเว้นบางประการที่ศาลยอมรับฟังสำเนาเอกสาร

3. ข้อยกเว้นที่ว่านั้นมี 3 กรณี คือ
(1) เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้อง ……ผลคือ ให้ศาลยอมรับฟัง
สำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้
(2) เมื่อต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่
สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น ……ผลคือ เป็นดุลพินิจของศาลที่จะอนุญาตหรือไม่
(3) เมื่อต้นฉบับเอกสารอยู่ในอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการ คู่ความสามารถ
นำเอกสารเช่นว่านี้มาแสดงต่อศาลได้ 2 ทาง คือ
– นำต้นฉบับเอกสารนั้นมาแสดง โดยผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องอนุญาตก่อน
– นำสำเนาเอกสารนั้นมาแสดง โดยผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องได้รับรองถูกต้องแล้ว
4. การสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น มีข้อพิจารณาที่แตกต่างกัน ดังนี้
(1) ถูกไฟไหม้ทำลายเสียหรือถูกคนร้ายลักไป ……..เป็นเหตุสุดวิสัย
(2) ถูกไฟไหม้เพราะผู้อ้างเอกสารประมาทเลินเล่อทำให้ไฟไหม้บ้าน …..เป็นกรณีไม่สามารถนำมาได้โดยประการอื่น

กรณีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง (ม.94)
มาตรา 94 วางหลักไว้ว่า “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี
(ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง
(ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก
แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 93 (2) และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด”
คำอธิบาย
การทำความเข้าใจมาตรานี้ จะต้องแยกอธิบายเป็น 2 ส่วน คือ
1. มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ซึ่งจะสืบพยานบุคคลไม่ได้ ตาม ม.94 ว.1
2. ข้อยกเว้นบางประการที่จะสืบพยานบุคคลได้ ตาม ม.94 ว.2
1. มาตรา 94 ว.1 บอกอะไรไว้บ้าง ?
(1) คู่ความเท่านั้นที่จะมีสิทธินำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลได้ บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่คู่ความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ประการใด
(2) ที่ว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง หมายความว่า มีตัวบทกฎหมายบังคับให้ต้องมี ไม่ใช่มีเพราะคู่กรณีตกลงกันเอง ……….ถ้าคู่กรณีตกลงกันเอง แม้จะมีพยานเอกสารก็ตาม ก็นำสืบพยานบุคคลได้ ไม่ต้องห้ามตาม ม.94 ว.1
(3) ถ้าตัวบทกฎหมายบัญญัติว่า ถ้าไม่มีแล้วจะตกเป็นโมฆะก็ดี เสียเปล่าก็ดี ไม่สมบูรณ์ก็ดี หรือฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้ก็ดี เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงทั้งสิ้น
(4) กรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง มีได้เฉพาะข้อพิพาทในทางนิติกรรมสัญญาเท่านั้น
(5) ตัวอย่างกรณีที่ต้องทำเป็นหนังสือ ได้แก่
– สัญญาโอนหนี้ ตาม ปปพ. 306
– สัญญาซื้อขายทรัพย์สิน ตาม ปปพ. ม.456 ว.1
– สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำหนดกว่า 3 ปี ตาม ปพพ. ม.538
– สัญญาจำนอง ตาม ม.714
(6) ตัวอย่างกรณีที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ได้แก่
– สัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สิน คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สิน ตาม ม.456
– สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 3 ปี ตาม ปพพ. ม.538
– สัญญากู้ยืมเงิน ตาม ปพพ. ม.653
– สัญญาค้ำประกัน ตาม ปพพ. ม.680
– สัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ปพพ. ม.851
– สัญญาประกันภัย ตาม ปพพ. ม.865
(7) เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ม.94 ว.1 ได้กำหนดข้อห้ามไว้ 2 ประการ คือ
– ห้ามนำยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสาร โดยอ้างว่าไม่สามารถนำพยาน
เอกสารมาได้
– ห้ามนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า เอกสารที่นำมาแสดงนั้นยังมี
ข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความอยู่อีก
 กรณีที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่ต้องห้ามด้วย ม.94 ว.1 หมายความว่า คู่ความสามารถนำสืบพยานบุคคลได้ทั้งสิ้น เช่น
– กรณีที่เกิดจากมูลละเมิด
– สัญญาจ้างทำของ
– สัญญาจำนำ
– การชำระดอกเบี้ยเงินกู้
– ไถ่ถอนการขายฝาก ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์
– การชำระหนี้เป็นของแทนหนี้เงิน
– การวางมัดจำหรือชำระหนี้บางส่วน
2. มาตรา 94 ว.2 ยอมให้นำพยานบุคคลมาสืบได้ในกรณีใดบ้าง ?
มาตรา 94 ว.2 เป็นบทยกเว้น กล่าวคือ แม้ว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องนำพยานเอกสารมาแสดงก็ตาม แต่เมื่อมีเหตุจำเป็น กฎหมายก็ยินยอมให้นำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างได้ ซึ่งมีอยู่ 4 กรณี คือ
2.1 กรณีที่เอกสารต้นฉบับสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น ตาม ม.93 (2) ให้นำพยานบุคคลมาสืบแทนได้
2.2 กรณีที่อ้างว่าเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ให้นำพยานบุคคลมาสืบอ้างอิงได้ ……….ตัวอย่างเช่น
– เอกสารกู้เงิน 37,200 บาท จำเลยนำสืบพยานบุคคลได้ความว่า ความจริงกู้ 30,000 บาท
โจทก์เขียนจำนวนเงินในสัญญาผิดความจริงโดยจำเลยไม่ทราย ….(ต่อสู้อยู่ในประเด็น)
– จำเลยกู้เงินโจทก์ 20,000 บาท โดยจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในแบบพิมพ์สัญญากู้ที่ยังไม่
ได้กรอกข้อความมอบให้โจทก์ไว้ ต่อมาโจทก์นำเอกสารสัญญากู้นี้มาฟ้อง แต่ปรากฏว่า
มีการกรอกข้อความว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์ไป 85,000 บาท เอกสารสัญญากู้นี้จึงเป็น
เอกสารปลอม โจทก์อ้างเอกสารนี้มาเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ จำเลยจึงนำสืบ
พยานบุคคลได้ ….(ต่อสู้อยู่ในประเด็น)
– โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ตามสัญญา จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธการกู้เงินและปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ
สัญญากู้ให้โจทก์ ลายมือชื่อในสัญญากู้เป็นลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ลงไว้ในแบบพิมพ์สัญญา
กู้มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นหลักฐานแห่งหนี้การพนันที่จำเลยที่ 1 เสียให้แก่จำเลยที่ 2 โดย
ไม่ได้กรอกข้อความอื่นลงในแบบพิมพ์นั้น สัญญากู้ที่โจทก์อ้างเป็นเอกสารปลอม ดังนี้
จำเลยที่ 1 นำสืบพยานบุคคลหักล้างตามข้อต่อสู้ได้ มิใช่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไข
เอกสาร
2.3 กรณีที่อ้างว่าสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ ให้นำพยานบุคคลมาสืบอ้างอิงได้ ……….ตัวอย่างเช่น
– ในเอกสารการโอนแสดงว่าโอนในประเภทยกให้ เมื่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต่อสู้ว่าความ
จริงโอนขาย ดังนี้ ย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ เพราะเป็นการนำสืบว่าสัญญาให้ไม่
สมบูรณ์ แต่เป็นสัญญาซื้อขาย อันเป็นเรื่องนิติกรรมอำพราง
– โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จากจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้เกิดจากการข่มขู่
และไม่ได้รับเงินเลย ดังนี้ จำเลยย่อมนำสืบพยานบุคคลได้ตามข้อต่อสู้ เพราะเป็นการสืบ
หักล้างว่า สัญญาหรือหนี้ตามเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
– ฟ้องว่าโจทก์จดทะเบียนขายที่ดินให้ทั้งโฉนด 20 ไร่ แต่ความจริงขายเพียง 17 ไร่ อีก 3
ไร่ ฝากไว้ในโฉนดเดียวกัน เพราะแบ่งแยกโฉนดลำบาก บัดนี้จำเลยไม่ยอมให้โจทก์
แบ่งแยกโฉนดส่วน 3 ไร่ ดังนี้เป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์นำสืบพยานบุคคลตามฟ้องได้
– จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาจำนอง ย่อมเป็นการอ้าง
ว่าคู่กรณีมีเจตนาที่แท้จริงจะทำสัญญาจำนองกัน หากเป็นความจริงตามจำเลยอ้าง สัญญา
ขายฝากย่อมตกเป็นโมฆะ การที่จำเลยของสืบว่าสัญญาขายฝากเป็นโมฆะจึงมิใช่เป็นการ
นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร หากแต่เป็นการนำสืบหักล้างว่าสัญญาขาย
ฝากไม่สมบูรณ์ทั้งหมด จำเลยนำสืบพยานบุคคลได้
– การที่จำเลยที่ 2 นำสืบพยานเอกสารโดยสืบพยานบุคคลประกอบข้อความและลายมือใน
เอกสารว่า ตนเป็นผู้ยืมมิใช่ผู้ค้ำประกันนั้น เป็นการนำสืบเรื่องนิติกรรมอำพราง ไม่ต้อง
ห้ามตาม ม.94 เพราะเป็นการนำสืบว่าสัญญากู้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์
– การนำสืบว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมตกเป็นโมฆะใช้ไม่ได้นั้น มิใช่
เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร หากแต่เป็นการนำสืบหักล้างสัญญา
เช่าซื้อว่าไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมด ย่อมนำสืบพยานบุคคลได้
– เจตนาลวงที่แสดงออกมาด้วยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งย่อมตกเป็นโมฆะ การนำสืบ
พยานตามข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการนำสืบทำลายข้อความในเอกสารว่า สัญญาที่ระบุไว้
ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ ตาม ม.94 ว.2
2.4 กรณีที่อ้างว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด ให้นำพยานบุคคลมาสืบอ้างอิงได้ …..ตัวอย่าง
– สัญญาซื้อขายมีข้อความว่า “ผู้ขายยอมขายที่ดินแปลงที่กล่าวข้างบนนี้ทั้งแปลงแก่ผู้ซื้อ
ฯลฯ” ผู้ซื้อย่อมนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่า ผู้ขายตกลงด้วยวาจาขายที่นอกโฉนดด้วย
โดยขายเหมาทั้งแปลงตามแนวเขตที่ผู้ขายนำชี้
– สัญญาจะซื้อขายที่ดินระบุเนื้อที่ 40 ไร่ เขตติดต่อและโฉนดเลขที่ 1561 ได้ความว่าที่ดินที่
จะซื้อขายนั้นโฉนดเลขที่ 1563 เพราะโฉนดเลขที่ 1561 เนื้อที่เพียง 28 ไร่เท่านั้น ผู้ซื้อนำ
สืบพยานพยานบุคคลได้ เพราะเป็นการนำสืบแปลข้อความที่กำกวมอยู่ ไม่ใช่แก้ไข
ข้อความเอกสาร
– สัญญาซึ่งมีข้อความในตอนต้นว่า กู้เงินเอาที่ดินเป็นประกันและตีราคาที่ดินไว้ด้วย แต่ใน
ตอนท้ายมีว่า ยอมให้ทำนาต่างดอกเบี้ยจนกว่าจะได้ไปทำหนังสือสัญญาซื้อขายทาง
อำเภอ ดังนี้ ย่อมมีความหมายได้เป็น 2 นัย คือกู้เงินหรือจะซื้อขายที่ดิน ซึ่งคู่ความย่อม
นำสืบพยานบุคคลเพื่อตีความหมายในสัญญาได้
– หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินมีข้อความว่า บ้านเรือนของผู้มีชื่อไม่เกี่ยวกับในที่ดินรายนี้
การที่ผู้ขายต่อสู้และนำสืบว่า ไม่ได้ขายที่ดินตอนที่ปลูกเรือนดังกล่าวด้วย เป็นการสืบ
แสดงความหมายของข้อความแห่งเอกสารว่า ข้อความนั้นหมายถึงที่ดินที่ปลูกเรือนนั้น
ด้วยผู้ขายย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้
– ข้อความในสัญญามีว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อ “ข้าวเหนียวกล้องใหญ่” จากโจทก์ การที่
จำเลยจะขอสืบพยานบุคคลว่า ข้าวเหนียวชนิดตามสัญญาคือข้าวเหนียวกล้องใหญ่อย่างดี
ชนิดสีครั้งเดียวไม่ต้องขัดมันนั้น ย่อมนำสืบได้ เพราะเป็นการสืบอธิบายความหมาย
พิเศษแห่งถ้อยคำ

****************

About these ads

ความเห็นถูกปิด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 167 other followers

%d bloggers like this: