กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

หน่วยเน้น หน่วยที่ 1, 7-11

เนื้อหาของกฎหมายวิธีสบัญญัติ 3 วิธีพิจารณาความอาญา แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 หน่วยที่ 1 และ หน่วยที่ 7 มีมาตราที่ควรให้ความสนใจดังนี้
1. อำนาจของพนักงานสอบสวน ตามมาตรา 18 **และความผิดที่เกิดขึ้นในหลายท้องที่ตามมาตรา 19** ดูว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่ใดที่มีอำนาจสอบสวน และในกรณีที่มีพนักงานสอบสวนหลายคน พนักงานสอบสวนคนไหนเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
2. อำนาจศาล ตามมาตรา 22*** ให้ดูว่าศาลใดมีอำนาจในการรับฟ้องในคดีอาญา ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับอำนาจของพนักงานสอบสวน
3. การโอนคดี มี 2 กรณี ตามมาตรา 23*, 26* เปรียบเทียบข้อแตกต่างว่าใครมีอำนาจในการโอนคดี (โจทก์ จำเลย หรือทั้งสองฝ่าย) และจะโอนคดีไปยังศาลใด
4. ศาลที่รับฟ้องคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกันตามมาตรา 24 ***มี 3 กรณี ดูว่าศาลใดมีอำนาจในการรับฟ้อง
5. ผู้เสียหาย มาตรา 2(4)***** และผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามมาตรา 4*,5****,6* โดยเฉพาะมาตรา 5 ให้ระวังในเรื่องความหมายของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้สืบสันดาน บุพการี สามี ภริยา และตามมาตรา 5(2) จะต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายถึงตายหรือไม่สามารถจัดการเองได้ซึ่งเป็นผลจากการกระทำความผิด
ดูต่อไปถึงมาตรา 3*** เรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการแทนผู้เสียหาย มีอยู่ 5 กรณี
6. ผู้ที่มีอำนาจในการฟ้องคดีอาญา มาตรา 28***** เป็นจุด start ของวิธีพิจารณาความอาญา (เปรียบเทียบกับวิธีพิจารณาความแพ่งที่ start ที่มาตรา 55) ผู้ที่นำคดีมาฟ้องศาลได้ ได้แก่ พนักงานอัยการ และผู้เสียหาย
7. กรณีที่ผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องคดีตาย ตามมาตรา 29 *ดูว่าใครบ้างที่มีอำนาจในการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป (เป็นข้อสอบของภาคการศึกษา 2/2548)
8. การขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมของพนักงานอัยการและผู้เสียหาย ตามมาตรา 31 และ 32 เปรียบเทียบว่าพนักงานอัยการมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ในทุกชั้นศาล ส่วนผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะศาลชั้นต้นเท่านั้น
9. คดีอาญาเลิกกัน ตามมาตรา 37* และมาตรา 38* ดูกรณีที่ทำให้คดีอาญาเลิกกัน
10. กรณีที่สิทธิในการฟ้องคดีอาญาระงับไป ตามมาตรา 39*****( สำคัญมากๆๆๆๆ ออกสอบบ่อยมากๆๆๆๆ มีอนุมาตราที่ควรให้ความสนใจดังนี้
(1) มาตรา 39(2) มี 3 กรณี คือ การถอนคำร้องทุกข์ (ดูคู่กับมาตรา 126) การถอนฟ้อง (ดูคู่กับมาตรา 35,36) และการยอมความในความผิดต่อส่วนตัว ต้องพิจารณาว่าโจทย์ถามกรณีไหนใน 3 กรณีนี้ จึงจะอ้างมาตราได้ถูก ถ้าอ้างแบบเหวี่ยงแหไป แม้ว่าจะได้ธงคำตอบที่ถูก ก็จะได้คะแนนน้อย
(2) มาตรา 39(4) มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้อง = ห้ามฟ้องซ้ำในคดีอาญา ต้องพิจารณาให้ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อ (ไม่เหมือนกับการฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง) ในคดีอาญานั้นพิจารณาว่าจำเลยเป็นคนคนเดียวกันหรือไม่ แม้ว่าโจทก์จะต่างคนกันก็ตาม กรณีเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามมาตรา 39(4)
ส่วนมาตรา 39 ที่เหลือ เช่น ผู้กระทำความผิดตาย คดีอาญาเลิกกัน คดีขาดอายุความ นำมาออกข้อสอบบ้างแต่ไม่บ่อยเท่า 2 อนุมาตราแรก
11. คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีมาตราที่ควรให้ความสนใจคือ มาตรา 40, 41, 43*** (ต้องจำฐานความผิดให้ได้ว่าคดีใดบ้างที่พนักงานอัยการจะขอเรียกค่าเสียหายและใช้คืนราคาทรัพย์รวมไปกับคดีอาญาได้เลย ระวังอย่าสับสนกับมาตรา 192 วรรค 3 ซึ่งจะมีฐานความผิดคล้ายกัน), 44***, 46*** (การถือข้อเท็จจริงในคดีอาญามาพิจารณาในคดีส่วนแพ่ง) และมาตรา 51 เรื่องอายุความในการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
ส่วนมาตรา 44/1 และมาตรา 44/2 ให้อ่านพอเข้าใจ แต่ไม่น่าจะออกสอบ เพราะเอกสารใหม่ยังไม่มีคำอธิบายมาตรานี้
12. แบบของคำฟ้อง ตามมาตรา 158 ***มี 7 หัวข้อ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับมาตรา 158(5), (6), (7) และดูว่ากรณีใดเป็นฟ้องเคลือบคลุมในคดีอาญา ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และให้ดูต่อไปว่าถ้ามีการยกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ครบรายการ ถ้านำคดีมาฟ้องใหม่ถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำตามมาตรา 39(4) หรือไม่
13. อำนาจของศาลในการสั่งพิจารณา ว่า รับฟ้อง ยกฟ้อง ไม่ประทับรับฟ้อง ตามมาตรา 161
นอกจากนี้ให้ดูด้วยว่าผลของการฟ้องคดีอาญา คือ ห้ามฟ้องซ้อน ซึ่งนำ วิ.แพ่งมาตรา 173 วรรค 2 (1) มาปรับใช้ได้

เรื่องการ จับ ขัง จำคุก ค้น ปล่อยชั่วคราว และการสอบสวน คดีวิสามัญฆาตกรรม คดีที่ต้องชันสูตรพลิกศพ ไม่นำมาออกเป็นข้อสอบอัตนัย

กลุ่มที่ 2 หน่วยที่ 8
1. start การไต่สวนมูลฟ้อง มาตรา 162** ได้แก่การไต่สวนมูลฟ้องที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และการไต่สวนมูลฟ้องกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์
2. การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตามมาตรา 165 วรรค 1 และวรรค 2***** และการดำเนินกระบวนพิจารณากรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ตามมาตรา 165 วรรค 3 ****เปรียบเทียบความแตกต่าง โดยเฉพาะในการไต่สวนมูลฟ้องที่ราษฎรเป็นโจทก์ ให้ถือว่าจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลยจนกว่าศาลจะมีคำสั่งประทับรับฟ้อง ผลคือว่าจำเลยไม่มีสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปได้
3. ผลของการไม่มาศาลในวันไต่สวนมูลฟ้องตามมาตรา 166***** แยกเป็นกรณีของโจทก์ กับกรณีของจำเลย กรณีที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องคดีได้แม้โจทก์ขาดนัดตามมาตรา 165 วรรค 3 มาตรานี้นำไปใช้เรื่องการขาดนัดในดารพิจารณาตามมาตรา 181***** ด้วย
4. ศาลมีอำนาจสั่งว่าคดีมีมูล หรือไม่ประทับรับฟ้อง คำสั่งที่สั่งว่าคดีมีมูลถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ ตามมาตรา 168**, 169**
5. การดำเนินการพิจารณาและการสืบพยานต้องทำโดยเปิดเผยและต่อหน้าจำเลย ตามมาตรา 172*** มีข้อยกเว้น 3 กรณีตามมาตรา 172 ทวิ
6. กรณีที่ศาลต้องหาทนายความให้ก่อนการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามมาตรา 173 ดูว่าวรรคใดที่จำเลยต้องร้องขอก่อน
7. กรณีที่จำเลยรับสารภาพตามมาตรา 176 ****ดูเรื่องโทษที่กำหนด ให้ความสำคัญกับคำว่าตั้งแต่ หรือมากกว่า 5 ปี ถ้าเกินกว่านี้ศาลจะต้องสืบพยานจนกว่าศาลจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง
8. การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ ตามมาตรา 163***** และมาตรา 164 วรรค 1***** และการแก้ไขคำให้การของจำเลย ตามมาตรา 163 วรรค 2 ***ดูโจทย์ด้วยว่าเป็นคำฟ้อง หรือคำให้การ อ้างให้ถูกมาตราและถูกวรรค ให้ความสนใจกับคำว่าไม่เป็นกรณีที่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ
9.การถอนฟ้องตามมาตรา 35**** แยกเป็นการถอนฟ้องในความผิดต่อแผ่นดิน ตามมาตรา 35 วรรค 1 และการถอนฟ้องในความผิดต่อส่วนตัว ตามมาตรา 35 วรรค 2 ผลของการถอนฟ้องและข้อยกเว้นที่สามารถนำคดีที่ถอนฟ้องมาฟ้องใหม่ได้ ตามมาตรา 36
กลุ่มที่ 3 หน่วยที่ 9, 10, 11
1. กรณีที่จะทำคำพิพากษาหรือคำสั่ง และกรณีที่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างกระบวนพิจารณา ตามมาตรา 182** ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างกระบวนพิจารณา มีผลตามมาตรา 196***** ที่ว่าการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างการพิจาณา จะต้องอุทธรณ์ในประเด็นสำคัญแห่งคดีนั้นด้วย
2. การอ่านคำพิพากษา ตามมาตรา 182*** เมื่อไรที่จะอ่านคำพิพากษาลับหลังคู่ความได้ กรณีใดที่ต้องออกหมายจับจำเลย
3. กรณีที่ศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 185 ***มีอยู่ 4 กรณี
4. ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ตามมาตรา 192 *****สำคัญมากๆๆๆๆๆ ออกข้อสอบบ่อยมากๆๆๆๆๆ มีอยู่ 6 วรรค วรรคแรกเป็นหลักทั่วไป วรรคที่ 2 เป็นเรื่องที่ศาลสามารถสั่งหรือพิพากษาได้หากว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องไม่แตกต่างกันมาก วรรค 3 เป็นเรื่องของฐานความผิดต่างๆ (เปรียบเทียบกับมาตรา 43 เนื่องจากฐานความผิดใกล้เคียงกันมาก)เรื่องเจตนากับประมาท วรรค 4 เรื่องการที่โจทก์ไม่ประสงค์ลงโทษ วรรค 5 เรื่องการอ้างมาตราผิด แต่โจทก์สืบสมตามฟ้อง และวรรค 6 เรื่องกรณีที่การกระทำอย่างหนึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานหนึ่ง เช่น ฟ้องขอให้ลงโทษความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ แต่ทางนำสืบพบว่าเป็นความผิดฐานเสรีภาพ เช่นนี้สามารถลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 ได้ เพราะความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
5. อุทธรณ์ start มาตรา 193 ดูเรื่องการห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 193 ทวิ ***มี 4 กรณี + มาตรา 194 และ 195
6. การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา มาตรา 196*****
7. การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามมาตรา 201, 202
8. การอุทธรณ์ตามมาตรา 212*** ที่สามารถอุทธรณ์ในทางที่เพิ่มโทษจำเลยได้ ถ้าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองนั้น
9. การอุทธรณ์ตามมาตรา 213*** ที่ผลของการอุทธรณ์มีผลถึงจำเลยอื่นด้วย หากเหตุนั้นเป็นเหตุในลักษณะคดี ต้องรู้ว่าอะไรเป็นเหตุลักษณะคดี อะไรเป็นเหตุส่วนตัว ตาม ป. อาญามาตรา 89
10. การฎีกา ให้ดูกรณีที่ห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามมาตรา 218, 218 ทวิ, 219, 219 ทวิ, 219 ตรี, 220 (จำยากมากๆ) ส่วนใหญ่ออกปรนัย
10. พยานหลักฐาน start ที่มาตรา 226 เรื่องพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย
11. การเดินเผชิญสืบ และการส่งประเด็นไปสืบ ตามมาตรา 228, 230 แยกให้เห็นความแตกต่าง และผู้มีอำนาจกระทำ
12. ลำดับในการนำสืบพยาน ตามมาตรา 174 *
13. ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานในคดีอาญา ตามมาตรา 232 ***
14. การอ้างเอกสารเป็นพยานในคดีอาญา มาตรา 268, 239, 240
15. การนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญต้องเป็นกรณีที่ศาลสั่งจึงจะเข้ามาตรา 243*** ถ้าเป็นกรณีที่คู่ความร้องขอให้พยานผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานก็ไม่เป็นกรณีตามมาตรา 243

คงต้องอ่านหนังสือมากๆ ทบทวนตัวบทมากๆ โดยทั่วไป วิ. 3 ง่ายกว่าวิ. 2 ดูคำพิพากษาฎีกามากๆ สมัยที่ผมสอบข้อสอบเอามาจากฎีกาในเอกสารการสอนทั้ง 3 ข้อ (สมัยผมออกการยอมความกันในคดีอาญา มาตรา 39(2) การอุทธรณ์คำสั่งในการไต่สวนมูลฟ้องกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าคดีมีมูล ถามว่าจำเลยสามารถฎีกาได้หรือไม่ คำตอบคือไม่สามารถฎีกาได้เนื่องจากคำสั่งที่สั่งว่าคดีมีมูลถือว่าเป็นที่สุดตามมาตรา 168 และจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลยตามมาตรา 165 วรรค 3 และออกเรื่องการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 192 วรรค 5 ฟ้องลักทรัพย์ แต่นำสืบได้ว่ายักยอกทรัพย์ และโจทก์นำพยานมาสืบสมตามฟ้อง เช่นนี้สามารถลงโทษความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้ แม้ว่าจะฟ้องลักทรัพย์ก็ตาม)

อย่าลืมทบทวนความรู้กฎหมายอาญา 1 และอาญา 2 ด้วย โดยเฉพาะความผิดฐานใดเป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่ เพราะบางครั้งในคำถามก็ไม่ได้บอก ต้องรู้เอง ขอให้โชคดีครับ

Advertisements

การแสดงความเห็นถูกปิด

%d bloggers like this: