เฉลยข้อสอบวิชากฎหมายระหว่างประเทศภาคพิเศษ และ ซ่อม 2/48

เฉลยข้อสอบวิชากฎหมายระหว่างประเทศภาคพิเศษ และ ซ่อม 2/48

จัดทำโดย ผศ.ดร.ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล

ข้อ 1. จงอธิบายโครงสร้างและการดำเนินงานของศาลอาญาระหว่างประเทศ ตลอดจนอำนาจของผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ

แนวตอบ

โครงสร้างของศาลอาญาระหว่างประเทศ

โครงสร้างของศาลอาญาระหว่างประเทศประกอบด้วย องค์ประกอบ และฝ่ายบริหารจัดการของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Composition and Administration of the Court) ดังที่ได้กำหนดในธรรมนูญกรุงโรม ต่อไปนี้ คือ

ในภาค 4 ของธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้บัญญัติเกี่ยวกับองค์ประกอบของศาลอาญาระหว่างประเทศไว้ในมาตรา 34 ดังนี้
“มาตรา 34 องค์กรของศาล
ศาลประกอบด้วยองค์กรต่อไปนี้
(ก) ประธาน
(ข) คณะตุลาการ ที่จำแนกเป็น ฝ่ายอุทธรณ์ (Appeals Division), แผนกพิจารณาดำเนินคดี สืบพยาน ไต่สวน (Trial Division) และแผนกดำเนินการก่อนการดำเนินคดีสืบพยาน (Pre-Trial Division)
(ค) สำนักงานอัยการ
(ง) สำนักทะเบียนศาล”

องค์กร ดังกล่าว มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(ก) ประธาน และ คณะตุลาการ

การปฏิบัติงานและการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษา

มาตรา 35 ของธรรมนูญศาล ได้บัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะผู้พิพากษา กล่าวคือ ผู้พิพากษาทุกท่านจะดำรงตำแหน่งโดยได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมสมัชชารัฐภาคี และเป็นตุลาการเต็มเวลาของศาล ปฏิบัติหน้าที่นับตั้งแต่ได้รับการเลือกตั้ง องค์คณะของผู้พิพากษาจะประกอบด้วยประธาน ซึ่งย่อมได้รับการเลือกตั้งมาเช่นเดียวกันและเป็นตุลาการทำหน้าที่เต็มเวลานับตั้งแต่ได้รับการเลือกตั้ง ประธานมี อำนาจหน้าที่ ตามที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญศาล โดยให้คำแนะนำปรึกษาแก่คณะผู้พิพากษา และพิจารณาตัดสินในวาระต่างๆ

ในมาตรา 40 ธรรมนูญกรุงโรมได้กำหนดเกี่ยวกับความเป็นอิสระของผู้พิพากษา กล่าวคือ ผู้พิพากษาจะต้องมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้พิพากษาต้องไม่เกี่ยวข้องกับกิจการใดๆซึ่งมีลักษณะที่จะก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติงานทางศาลของผู้พิพากษา หรือที่จะมีผลกระทบต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษา และหากมีกรณีที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการ พิจารณาถึงการไม่เป็นอิสระ หรือ มีการยุ่งเกี่ยวกับกิจการอื่นใดของผู้พิพากษา จะต้องพิจารณาโดยที่ประชุมผู้พิพากษาโดยมติเสียงข้างมากเด็ดขาด และผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องจะต้องงดออกเสียงในการพิจารณากรณีของตนเอง

คณะผู้พิพากษามีจำนวนทั้งสิ้น 18 ท่าน และมีประธานคณะผู้พิพากษา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในนามของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ผู้พิพากษาที่ได้รับการคัดเลือกมีวาระในการดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 9 ปี และไม่สามารถได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นผู้พิพากษาได้อีก กล่าวคือดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

สำหรับผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกมาแทนที่ตำแหน่งผู้พิพากษาที่ว่างลงนั้น หากระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งนั้นสั้นกว่า 3 ปี หรือนานเพียง 3 ปี ให้ผู้พิพากษาเช่นว่านั้นสามารถที่จะได้รับการเลือกเข้ามาเป็นผู้พิพากษาได้อีก และมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งต่อจนกว่าจะครบ 9 ปี

ประธานแห่งศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประธาน และรองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นองค์คณะของประธานแห่งศาลอาญาระหว่างประเทศ และมีอำนาจหน้าที่ต่อไปนี้ คือ
(ก) ทำหน้าที่บริหาร จัดการงานของศาล ตามที่เหมาะสม เว้นแต่งานในส่วนของสำนักงานอัยการ
(ข) ทำหน้าที่ปฏิบัติงานอื่นๆที่เป็นภารกิจของประธานแห่งศาล และตามที่กำหนดไว้ในธรรมนูญศาล

องค์คณะตุลาการ

ทันทีที่ ได้มีการเลือกตั้งตุลาการเรียบร้อยแล้ว ศาลจะจัดแบ่งองค์กรของ
ศาลเป็นฝ่ายต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 34 แห่งธรรมนูญศาล วรรค (b) กล่าวคือ ฝ่ายอุทธรณ์ (The Appeals Division) จะประกอบด้วยประธาน และผู้พิพากษาอื่นอีก 4 ท่าน ฝ่ายพิจารณา ดำเนินคดี (The Trial Division) ประกอบด้วยผู้พิพากษาไม่น้อยกว่า 6 ท่าน และฝ่ายไต่สวน ก่อนการดำเนินการพิจารณาคดี (Pre-Trial Division) ประกอบด้วยผู้พิพากษาไม่น้อยกว่า 6 ท่าน การมอบหมายงานให้แก่ผู้พิพากษาในแต่ละฝ่าย ขึ้นอยู่กับลักษณะของภาระงาน และการปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละฝ่ายนั้นๆ และขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติ ตลอดจนความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้พิพากษาแต่ละท่าน ว่าจะเหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งในองค์คณะฝ่ายใด เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ภารกิจได้อย่างเหมาะสม และในแต่ละฝ่ายก็จะมีผู้พิพากษาที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในด้านต่างๆทั้งทางด้านกฎหมายอาญา วิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายระหว่างประเทศในอัตราที่เหมาะสม

ฝ่ายพิจารณา ดำเนินคดี (The Trial Division) และ ฝ่ายไต่สวน ก่อนการพิจารณาดำเนินคดีนั้น (Pre-Trial Division) จะประกอบด้วยผู้พิพากษาส่วนใหญ่ที่มีคุณสมบัติที่มีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับกฎหมายอาญา และวิธีพิจารณาความอาญาเป็นต้น

สำหรับการดำเนินงานด้านการพิจารณาคดีในศาลในแต่ละฝ่าย จะมีการปฏิบัติการในลักษณะขององค์คณะ (Chambers)
องค์คณะอุทธรณ์ (Appeals Chambers) จะประกอบด้วยผู้พิพากษาทั้งหมดของฝ่ายอุทธรณ์

สำหรับการดำเนินงาน หรือปฏิบัติการขององค์คณะพิจารณาคดี (Trial Chambers) จะดำเนินการโดยผู้พิพากษา 3 ท่าน ของฝ่ายพิจารณาคดี (Trial Division)
สำหรับการดำเนินงาน หรือปฏิบัติการขององค์คณะไต่สวน (Pre-Trial Chambers) จะดำเนินการโดยผู้พิพากษา 3 ท่าน ของฝ่ายไต่สวน (Pre-Trial Division) หรือดำเนินการโดยผู้พิพากษา 1 ท่าน ของฝ่ายดังกล่าว ทั้งนี้ให้เป็นไปตามธรรมนูญศาล หรือกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา และ พยานหลักฐาน
หากในกรณีที่มีภาระงานมาก หรือมีคดีความให้พิจารณาเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ศาลย่อมสามารถที่จะจัดองค์คณะพิจารณาคดี หรือ องค์คณะไต่สวน ของศาลได้มากกว่าหนึ่งองค์คณะในเวลาเดียวกันได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับกฎระเบียบ แห่งธรรมนูญศาลนี้

ผู้พิพากษาที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์คณะพิจารณาคดี และ องค์คณะไต่สวน จะปฏิบัติหน้าที่ในองค์คณะดังกล่าวนั้นๆเป็นเวลา 3 ปี และหลังจากนั้นจนกว่าคดีความจะพิจารณาสิ้นสุดลง นับตั้งแต่ได้มีการเริ่มสืบพยาน ในแต่ละองค์คณะดังกล่าว
ส่วนผู้พิพากษาที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายอุทธรณ์ (Appeals Division) ให้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายดังกล่าวจนกว่าจะสิ้นสุดวาระการเป็นผู้พิพากษา

ผู้พิพากษาที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายอุทธรณ์ให้ดำรงตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายอุทธรณ์นี้เท่านั้น
ส่วนผู้พิพากษาในฝ่ายพิจารณาคดี และฝ่ายไต่สวน สามารถที่จะได้รับการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการชั่วคราวได้ โดยให้ประธานศาลเป็นผู้พิจารณา หากปรากฏว่ามีความจำเป็น เพื่อที่จะให้การดำเนินงานของศาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และในกรณีที่ผู้พิพากษาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายไต่สวน ในช่วงเวลาของการไต่สวนในคดีใด ผู้พิพากษาท่านนั้นสามารถที่จะ ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาในองค์คณะพิจารณาคดีได้ เพื่อทำหน้าที่ในการสืบพยานต่อไป

(ข) สำนักงานอัยการ

สำนักงานอัยการ จะเป็นหน่วยงานอิสระ และแยกต่างหากจากศาล สำนักงานอัยการจะรับผิดชอบในการรับคดี และข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีอาญา หรืออาชญากรรมที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาล ทำการตรวจสอบ สอบสวน พิจารณาสำนวนที่ได้รับ ก่อนที่จะส่งให้ศาลพิจารณาดำเนินคดีต่อไป

สำนักงานอัยการจะมีอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าสำนักงาน และอัยการสูงสุดนี้จะมีอำนาจเต็ม ในการบริหาร จัดการสำนักงาน รวมทั้งดูแลเกี่ยวกับพนักงาน อำนวยการ และ ดูแลเกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน อัยการสูงสุดมีผู้ช่วย หนึ่ง หรือ สองคน ในฐานะรองอัยการ และปฏิบัติหน้าที่ ตามที่อัยการจะได้มอบหมาย ทั้งนี้เป็นไปตามกฎ ระเบียบแห่งธรรมนูญศาล อัยการสูงสุด และรองอัยการต้องเป็นบุคคลต่างสัญชาติกัน และ จะต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา

คุณสมบัติของอัยการ
อัยการสูงสุดและรองอัยการจะต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรม อย่างสูง และจะต้องมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการเป็นอัยการอย่างช่ำชอง ชำนาญการอย่างยิ่ง ในการพิจารณาคดีอาญา และจะต้องมีความสามารถทางด้านภาษาที่ใช้เป็นภาษาทางการในการปฏิบัติงานของศาล อย่างยิ่ง อย่างน้อยหนึ่งภาษา
อัยการสูงสุดจะได้รับการเลือกตั้ง โดยวิธีลงคะแนนลับ และจะต้องได้รับการเลือกตั้งโดยการออกเสียงมติเสียงข้างมากเด็ดขาด ของที่ประชุมสมัชชาแห่งรัฐภาคี ส่วนรองอัยการก็ได้รับการเลือกตั้งในทำนองเดียวกันตามระเบียบดังกล่าว โดยเลือกตั้งจากบัญชีรายชื่อที่เสนอโดยอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดจะเสนอรายชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติจำนวน 3 คน สำหรับการเลือกตั้งรองอัยการ ในแต่ละตำแหน่ง

ทั้งอัยการสูงสุด และรองอัยการ จะมีวาระในการดำรงตำแหน่งนาน 9 ปี เช่นเดียวกับผู้พิพากษา และไม่สามารถที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้อีก

ทั้งอัยการสูงสุดและรองอัยการไม่สามารถที่จะเข้าเกี่ยวข้อง ดำเนินกิจการ หรือกระทำการใดๆ ซึ่งจะเข้ามามีบทบาท หรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่อัยการ หรือที่จะมีผลต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานของอัยการ และจะต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพอื่นใด

ทั้งอัยการสูงสุด และรองอัยการไม่สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องใดๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความลำเอียง หรือที่จะเป็นที่สงสัยในความเป็นกลาง และอัยการสูงสุด หรือรองอัยการจะขาดคุณสมบัติทันทีที่เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเคยได้เข้าไปเกี่ยวข้อง กับเรื่องดังกล่าว ในกรณีที่อัยการสูงสุด หรือรองอัยการเคยมีส่วนในการดำเนินคดี หรือสอบสวน คดีอาญาก่อนที่จะมีการนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ มาก่อน ในระดับภายในประเทศ ซึ่งได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกสอบสวน หรือถูกส่งฟ้องศาล

การพิจารณาว่าอัยการสูงสุด หรือรองอัยการได้ขาดคุณสมบัติหรือไม่จากกรณีดังกล่าวนี้ จะพิจารณาตัดสินโดย องค์คณะอุทธรณ์ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเมื่อ

(ก) บุคคลซึ่งถูกสอบสวน หรือถูกสั่งฟ้อง อาจจะร้องขอให้พิจารณาว่า อัยการเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ ในเวลาใด เวลาหนึ่งได้ ทั้งนี้เป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรา 42 นี้ แห่งธรรมนูญศาล

(ข) เมื่ออัยการเองได้เสนอความเห็นให้ผู้พิพากษาพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

การแต่งตั้งที่ปรึกษา

อัยการสามารถที่จะแต่งตั้งที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญการเป็นพิเศษ ในกรณีใด
กรณี หนึ่ง เช่นเกี่ยวกับเรื่องการกระทำทารุณกรรม หรืออาชญากรรมทางเพศ การทำร้าย ล่วงละเมิด หรือทารุณกรรมต่อเด็ก เป็นต้น
(ค) สำนักทะเบียนศาล

สำนักทะเบียนศาลมีหน้าที่ รับผิดชอบเกี่ยวกับงานบริหาร การจัดการ และบริการ ที่ไม่เกี่ยวกับการฟ้องร้องดำเนินคดี หรือกระบวนการทางศาล หรือในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับงานของสำนักงานอัยการ
สำนักทะเบียนศาลมีนายทะเบียนเป็นหัวหน้า และเป็นหัวหน้าสำนักงานเกี่ยวกับงานบริหารทั้งปวงของศาล นายทะเบียนปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินงานภายใต้การกำกับ ดูแล และอำนาจ ของประธานศาล
นายทะเบียนและผู้ช่วยนายทะเบียน จะต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 43 กล่าวคือมีคุณธรรม จริยธรรม อย่างสูง มีความรู้ ความสามารถอย่างยิ่ง และจะต้องมีความสามารถทางด้านภาษาที่เป็นภาษทางการของศาลอย่างดียิ่ง อย่างน้อยหนึ่งภาษา
นายทะเบียนจะได้รับการเลือกตั้งโดยผู้พิพากษา โดยการลงคะแนนลับ ตามมติเสียงข้างมากเด็ดขาด และจะต้องพิจารณาคำเสนอแนะ หรือการแสดงความเห็นของสมัชชาแห่งรัฐภาคีด้วย และหากนายทะเบียนเห็นสมควร หรือมีความจำเป็น จะเสนอให้มีการแต่งตั้งผู้ช่วยนายทะเบียนของศาลได้ โดยการแต่งตั้งของผู้พิพากษา และโดยระเบียบ วิธีการเช่นเดียวกับการแต่งตั้งนายทะเบียนก็ได้
นายทะเบียน มีวาระในการดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 5 ปี แต่สามารถมีสิทธิที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งได้อีก และจะต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา สำหรับผู้ช่วยนายทะเบียน ก็มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 5 ปีเช่นเดียวกัน หรืออาจมีวาระที่สั้นกว่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามมติของที่ประชุมผู้พิพากษา โดยมติเสียงข้างมากเด็ดขาด และอาจจะปฏิบัติหน้าที่เฉพาะตามที่ได้รับมอบหมายตามความจำเป็น
นายทะเบียนมีหน้าที่จัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือ และ คุ้มครอง พยาน และผู้เสียหายที่เป็นเหยื่อ การกระทำอาชญากรรม ทั้งนี้อยู่ภายใต้การให้คำแนะนำ ปรึกษาของสำนักอัยการ หน่วยที่ว่าดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้การดูแลของนายทะเบียน ซึ่งจะให้การคุ้มครองดูแล และมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัย และความมั่นคง ให้คำแนะนำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือ ที่เหมาะสม ตามแต่กรณี แก่พยาน และผู้เสียหายที่จะขึ้นปรากฏตัวต่อศาล ตลอดจนบุคคลอื่นๆ ซึ่งตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย เนื่องจากการมาให้ปากคำ หรือให้การในศาล ในฐานะพยาน หน่วยคุ้มครองพยานและผู้เสียหายดังกล่าว จะมีพนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ เกี่ยวกับการดูแลบุคคลที่ตกอยู่ในภาวะหวาดหวั่น ถูกทารุณกรรม อย่างโหดร้าย จากอาชญากรรม และการทรมานทางเพศ เข้ามาให้การช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูสภาพจิตใจ
(ง) สมัชชาแห่งรัฐภาคี
มาตรา 112 แห่งธรรมนูญศาล ได้จัดตั้งสมัชชาแห่งรัฐภาคีขึ้น เรียกว่า สมัชชาแห่งรัฐภาคีของธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ ประกอบด้วยรัฐภาคีสมาชิกทั้งปวง โดยแต่ละรัฐจะมีตัวแทนหนึ่งคน ซึ่งอาจจะมีตัวแทนที่กระทำการแทน และที่ปรึกษาเข้าร่วมประชุมด้วย ส่วนรัฐอื่นๆที่ได้ลงนามในธรรมนูญแล้วแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน สามารถเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ในที่ประชุมได้
อำนาจ หน้าที่ของที่ประชุมสมัชชาแห่งรัฐภาคี ได้แก่
(ก) การพิจารณา และรับรอง หรือให้คำแนะนำแก่คณะกรรมาธิการเตรียมการ
(ข) กำกับดูแลการบริหาร จัดการ ของ ประธานศาล อัยการ นายทะเบียน เกี่ยวกับการบริหารจัดการงานของศาล
(ค) พิจารณา รายงาน และกิจกรรมของสำนักงานต่างๆที่ตั้งขึ้นภายใต้ธรรมนูญศาล ตลอดจนดำเนินการใดๆที่เหมาะสม
(ง) พิจารณา และ มีมติเกี่ยวกับงบประมาณการเงิน
(จ) พิจารณา เปลี่ยนแปลงจำนวนผู้พิพากษา
(ฉ) ดำเนินการใดๆให้เป็นไปตามบทบัญญัติของธรรมนูญศาล
สมัชชามีสำนักงาน ซึ่ง มีประธาน และรองประธาน 2 คน และสมาชิกอีก 18 คน ที่ได้รับ
การเลือกตั้งโดยสมัชชา มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี สำนักงานของสมัชชาจะมีตัวแทนจากภูมิภาคต่างอย่างเป็นธรรม และ ทั่วถึง มีการจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอ ตามความจำเป็น แต่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และให้ความช่วยเหลือในการปฏิบัติงานของสมัชชาแห่งรัฐภาคี และยังมีการจัดตั้งองค์กรย่อยของสมัชชาตามความจำเป็นได้ โดยมีการดำเนินการตามกลไก และมาตรการในการตรวจสอบการทำงาน การประเมินผล การไต่สวนการทำงานของศาล เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ประธานศาล อัยการ และนายทะเบียนอาจเข้าร่วมประชุมในที่ประชุมของสำนักงานสมัชชาด้วย

การดำเนินงานของศาลในการร่วมมือระหว่างประเทศและการร่วมมือทางศาล

พันธะกรณีทั่วไปในการให้ความร่วมมือ (General obligation to cooperate)

มาตรา 86 แห่งธรรมนูญศาลบัญญัติไว้ว่า ภายใต้ธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ รัฐภาคีทั้งปวงจะต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับศาลอาญาระหว่างประเทศ ในการสืบสวน สอบสวน ตรวจสอบ ฟ้องร้อง ดำเนินคดีอาญาที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลนี้
และมาตรา 87 แห่งธรรมนูญศาลได้กำหนดว่า ศาลมีอำนาจที่จะร้องขอให้รัฐภาคีให้ความร่วมมือ โดยร้องขอผ่านช่องทาง ทางการทูต หรือโดยช่องทางอื่นที่เหมาะสม นอกจากนี้ศาลยังสามารถร้องขอความร่วมมือผ่านทางองค์การตำรวจสากล หรือผ่านทางองค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค คำร้องขอให้มีการให้ความร่วมมือ หรือให้เอกสารใดๆ จะต้องแปลเป็นภาษาที่ใช้งานของประเทศที่ถูกร้องขอ หรือภาษาใดภาษาหนึ่งของภาษาที่ใช้งานของศาล และการร้องขอนี้จะต้องกระทำเป็นความลับ และใช้มาตรการที่เหมาะสมในเรื่องการคุ้มครองข้อมูล ข่าวสาร เพื่อความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้เสียหาย หรือเหยื่อ หรือผู้ที่จะมาเป็นพยาน ตลอดจนครอบครัวด้วย
นอกจากนี้ศาลอาจจะร้องขอต่อรัฐอื่นที่ไม่ได้เป็นภาคีสมาชิก ในการให้ความช่วยเหลือด้วย ในลักษณะเฉพาะกิจ หรือ โดยความตกลงพิเศษ หรือโดยมูลฐานอื่นใดที่เหมาะสม ศาลยังอาจร้องขอความร่วมมือ หรือความช่วยเหลือ จากองค์การระหว่างประเทศ ในการให้ข้อมูล เอกสาร หรือการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นใด ตามที่ได้ตกลงกับองค์การระหว่างประเทศนั้นๆ
ทั้งสองกรณีนี้หากศาลไม่ได้รับความร่วมมือ ศาลอาจจะใช้ช่องทาง การให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติช่วยส่งเรื่องขอความร่วมมือให้ได้
ศาลจะต้องมั่นใจว่าการร้องขอให้มีการช่วยเหลือ หรือให้ความร่วมมือกับศาลนั้นจะต้องสอดคล้อง หรือสามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายภายในของรัฐนั้นๆด้วย
นอกจากนี้ศาลยังสามารถที่จะส่งคำร้องขอให้ประเทศที่ บุคคลที่ได้กระทำผิดนั้นปรากฏตัวขึ้น เพื่อขอให้มีการ จับกุม คุมขัง และ ส่งตัว บุคคลที่กระทำผิดนั้น ส่งให้ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ โดยให้ดำเนินไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ในธรรมนูญศาล มาตรา 89 นอกจากนั้นในมาตรา 93 แห่งธรรมนูญศาลยังได้กำหนดให้มีการให้ความช่วยเหลือแก่ศาลในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การชี้เบาะแส ที่อยู่ ที่หลบซ่อนของผู้กระทำผิด การสืบพยาน การสาบานในการให้การต่อศาล การส่งพยานหลักฐาน ตลอดจนคำแนะนำ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และรายงานต่อศาล การสอบถามบุคคลที่ถูกกล่าวหา หรือ จำเลยที่ถูกฟ้อง การส่งหมาย การส่งพยานหลักฐาน พยานวัตถุ พยานเอกสาร การนำพยานบุคคลมาปรากฏตัวต่อศาล การส่งตัวบุคคล การตรวจสอบสถานที่ การลงโทษผู้กระทำผิด การบันทึกพยานเอกสาร ต่างๆ การคุ้มครองเหยื่อ ผู้เคราะห์ร้าย การติดตามยึดทรัพย์ของผู้กระทำผิด ตลอดจนความช่วยเหลือในลักษณะต่างๆอื่นใด
การรับดำเนินคดี พิจารณาพิพากษา ของศาลอาญาระหว่างประเทศ

มาตรา 17 แห่งธรรมนูญศาล ได้กำหนดเกี่ยวกับการรับพิจารณา พิพากษาคดีของศาล
อาญาระหว่างประเทศ โดยเหตุที่ศาลอาญาเป็นศาลที่เสริม หรือ ส่งเสริมการดำเนินคดีอาญาของศาลภายใน ในระดับประเทศ ศาลอาญาจึงมีข้อกำหนดเกี่ยวกับรับพิจารณา หรือไม่รับพิจารณาคดีอาญา กล่าวคือ ศาลจะไม่รับดำเนินคดี เมื่อ
(ก) คดีอาญาดังกล่าวกำลังได้รับการไต่สวน สอบสวน หรือฟ้องร้อง ดำเนินคดีโดยศาลภายใน ซึ่งมีเขตอำนาจศาลเหนือคดีดังกล่าวนั้น เว้นแต่ศาลภายในนั้นไม่เต็มใจ หรือไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดี หรือไม่สามารถที่จะดำเนินคดี หรือไต่สวน ได้อย่างแท้จริง หรือมีประสิทธิภาพ
(ข) คดีอาญาดังกล่าวได้เคยถูกไต่สวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีมาก่อนแล้ว โดยศาลภายในที่มีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนั้น แต่รัฐนั้นตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินคดีต่อไป เว้นแต่การตัดสินใจดังกล่าวนั้นเป็นผลมาจากความไม่เต็มใจ หรือไม่สามารถอย่างแท้จริงในการดำเนินคดี
(ค) บุคคลที่ต้องหาว่ากระทำผิดได้ถูกดำเนินคดีเนื่องจากการกระทำตามที่ได้ถูกฟ้องร้อง แต่การดำเนินคดีของศาลนั้นไม่อาจจะกระทำได้ เนื่องจากไม่อาจจะถูกพิจารณาลงโทษโดยศาลอื่นซ้ำซ้อนในข้อหาที่เคยถูกฟ้องมาแล้ว ที่ถูกยกฟ้อง หรือที่ถูกลงโทษแล้ว หรือเป็นการฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน
(ง) การกระทำความผิดนั้นไม่ร้ายแรงพอที่จะต้องดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ
การพิจารณาว่าศาลภายในไม่ได้เต็มใจที่จะดำเนินคดีอาญา ได้แก่ กรณีต่อไปนี้ คือ
(ก) การดำเนินคดีของศาล นั้นเห็นได้ว่ามีเจตนาที่จะปกปัก รักษา ให้ความคุ้มครองผู้กระทำผิด
(ข) การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(ค) กระบวนการพิจารณาคดี หรือการดำเนินคดีของศาลไม่ได้เป็นอิสระ ปลอดพ้นจากการถูกแทรกแซง ไม่เป็นกลาง และไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับการนำมาซึ่งความเป็นธรรมและยุติธรรม
และการพิจารณาว่าศาลภายในไม่มีความสามารถอย่างแท้จริงในการดำเนินคดี คือการที่
รัฐไม่สามารถได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินคดี ไม่สามารถแสวงหาพยานหลักฐาน ไม่สามารถสอบคำให้การ และไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้ ซึ่งทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถที่จะเข้ามาดำเนินคดีต่อไป

ข้อ 2. นาย Ito ชาวญี่ปุ่น ร่วมมือกับนาย Peter ชาวอังกฤษ ปลอมแปลงธนบัตรหลายสกุล ได้แก่ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สกุลเงินปอนด์สเตอริงอังกฤษ และสกุลเงินฟรังซ์ฝรั่งเศส โดยลงมือกระทำความผิดในประเทศไทย และ นำเงินปลอมดังกล่าวออกใช้ในประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศอังกฤษ ต่อมารัฐบาลประเทศสิงคโปร์จับตัวบุคคลทั้งสองได้ จงพิจารณาว่าประเทศใดมีเขตอำนาจศาลในการดำเนินคดีกับนาย ITO และ นาย PETER

แนวตอบ

หลักกฎหมาย

ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เขตอำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจตามกฎหมายของรัฐเหนือบุคคล ทรัพย์สิน หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาเขตอำนาจรัฐในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของแนวความคิดว่าด้วยอธิปไตยแล้ว อาจแบ่งเขตอำนาจรัฐออกเป็น เขตอำนาจในทางนิติบัญญัติ เขตอำนาจในทางศาล และเขตอำนาจในการบังคับการตามกฎหมายในทางบริหาร

ขอบเขต ของเขตอำนาจรัฐ อาจจำแนกเขตอำนาจของรัฐออก ดังนี้
1) เขตอำนาจในการสร้างหรือบัญญัติกฎหมาย โดยฝ่ายนิติบัญญัติ
2) เขตอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายหรือบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยฝ่ายตุลาการ และโดยฝ่ายบริหาร
สำหรับมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ เนื่องมาจากหลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1) หลักดินแดน
2) หลักสัญชาติ
3) หลักสากล
4) หลักป้องกัน
5) หลักผู้ถูกกระทำ
เขตอำนาจรัฐตามหลักดินแดน มีสาระสำคัญคือ รัฐมีเขตอำนาจที่สมบูรณ์เหนือบุคคล ทรัพย์สิน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏหรือเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐ โดยไม่ต้องคำนึงว่าบุคคลนั้นมีสัญชาติใด หรือทรัพย์สินนั้นเป็นของบุคคลสัญชาติใด ดังนั้น บุคคลทุกคนที่อยู่ภายในดินแดนของรัฐจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในของรัฐนั้น และหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐใด รัฐนั้นย่อมใช้เขตอำนาจตามหลักดินแดนแก่ผู้กระทำความผิด หรือทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้กระทำนั้นจะมีสัญชาติใด
หลักที่ว่ารัฐมีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐนั้น มีปัญหาสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่า ดินแดนของรัฐมีขอบเขตแค่ไหน และ เมื่อใดจึงจะถือว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐ ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ในบางครั้งการกระทำความผิดก็มิได้เกิดขึ้นและเสร็จสิ้นลง ภายในดินแดนของรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น แต่การกระทำความผิดอาจเริ่มขึ้นภายในดินแดนของรัฐหนึ่งและไปเสร็จสิ้นภายในดินแดนของอีกรัฐหนึ่ง
ข้างต้น ก่อให้เกิดแนวความคิดซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ทฤษฎี ดังนี้

1. ทฤษฎีเขตอำนาจเหนือดินแดนตาม หลักอัตตวิสัย (subjective
territoriality) ตามทฤษฎีนี้ รัฐมีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดซึ่งเริ่ม (commencing)
ภายในดินแดนของรัฐนั้น แม้ว่าบางส่วนของความผิด (some element of offence) หรือการบรรลุผลสำเร็จของการกระทำความผิด (completion of offence) จะเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐอื่นก็ตาม

2. ทฤษฎีเขตอำนาจเหนือดินแดนตามหลักภาวะวิสัย (objective territoriality) ตามทฤษฎีที่สองนี้ ใช้ในกรณีที่การกระทำความผิดเริ่มขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐ แต่ได้เสร็จสิ้นลง หรือบรรลุผลสำเร็จภายในดินแดนของรัฐนั้น ดังนั้น จึงเรียกทฤษฎีนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “ทฤษฎีผลของการกระทำ” (effects doctrine) เพราะเหตุที่ทฤษฎีดังกล่าว รับรองเขตอำนาจของรัฐซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดผลของการกระทำความผิด
กฎหมายระหว่างประเทศยอมรับว่า การใช้เขตอำนาจของรัฐเหนือดินแดนของตนนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาด (Exclusive right) ของรัฐนั้น แต่ก็อาจมีข้อยกเว้นบางประการที่เกิดขึ้นตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือโดยความตกลงระหว่างรัฐได้ ดังเช่นในกรณีของบุคคลบางประเภทซึ่งได้รับความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ จากการใช้เขตอำนาจรัฐเหนือดินแดน อันได้แก่
1. ความคุ้มกันของบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูต
2. ความคุ้มกันของบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุล
3. ความคุ้มกันของเจ้าพนักงานองค์การระหว่างประเทศ
4. ความคุ้มกันของรัฐต่างประเทศ เป็นต้น

เขตอำนาจรัฐตามหลักสัญชาติ ถือว่าสัญชาติเป็นสิ่งเชื่อมโยงที่ทำให้รัฐสามารถใช้เขต
อำนาจของตนเหนือบุคคลซึ่งถือสัญชาติของรัฐ ตลอดจนทรัพย์สินที่มีสัญชาติของรัฐโดยไม่ต้องคำนึงว่าบุคคลหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ที่ใด โดยอาศัย ความเชื่อมโยง ระหว่างบุคคลกับชาตินั้นๆ เช่น ในกรณีบุคคลธรรมดา พิจารณาถึง ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือกรณีนิติบุคคล พิจารณาสถานประกอบการ สถานที่จดทะเบียน สัญชาติขยายถึง เรือ อากาศยาน เป็นต้น

เขตอำนาจของรัฐตามหลักผู้ถูกกระทำ (Passive Personality Principle)
ตามหลัก Passive personality นั้น การใช้เขตอำนาจของรัฐมีมูลฐานมาจากสัญชาติของบุคคล เช่นเดียวกันกับการใช้เขตอำนาจของรัฐตามหลักสัญชาติ แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้างระหว่างหลักสัญชาติและหลัก passive personality กล่าวคือ หลักสัญชาติจะอาศัย สัญชาติของผู้กระทำความผิด (nationality of the perpetrator) เป็นมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ ในขณะที่หลัก passive personality กลับใช้ สัญชาติของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือได้รับผลร้ายจากการกระทำความผิด (nationality of the victim) เป็นมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ
สาระสำคัญของหลัก Passive personality หรือหลักผู้ถูกกระทำนี้ก็คือ รัฐมีเขตอำนาจ
เหนือคนต่างด้าวซึ่งกระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลสัญชาติของรัฐนั้น แม้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐนั้นก็ตาม
เขตอำนาจรัฐตามหลักป้องกัน (Protective Principle) ก็คือ รัฐสามารถใช้เขต
อำนาจของตนเหนือบุคคลผู้กระทำการอันถือได้ว่าเป็นภัยหรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ แม้ว่าผู้กระทำจะมิใช่บุคคลสัญชาติของรัฐ และการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐก็ตามเหตุผลที่เป็นพื้นฐานสนับสนุนการใช้เขตอำนาจรัฐตามหลักการนี้ มีอยู่สองประการ
คือ
1. รัฐมีสิทธิในการป้องกันผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งของตนเอง เนื่องจากรัฐไม่อาจหวังพึ่ง
ได้อย่างแท้จริงว่ารัฐอื่นจะให้ความคุ้มครองผลประโยชน์ที่สำคัญของรัฐ หรือไม่อาจคาดหวังว่ารัฐอื่นจะปกป้องผลประโยชน์ของรัฐในขอบเขตที่รัฐต้องการหรือถือว่าจำเป็น
2. ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ว่า หากรัฐไม่ใช้หลักป้องกัน ผู้กระทำความผิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐอาจหลุดรอดจากการลงโทษไปได้ด้วยเหตุว่า การกระทำของบุคคลต่างด้าวนั้นอาจไม่เป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่ผู้กระทำอาศัยอยู่ขณะกระทำการนั้น หรือการขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาจถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง
ข้อสังเกตของหลักป้องกันก็คือ ผลของการกระทำความผิดไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงภายในดินแดนของรัฐที่ถูกล่วงละเมิด ตามหลักป้องกัน รัฐจึงอาจใช้เขตอำนาจของตนได้ภายในขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดซึ่งจะเป็นภัยหรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

เขตอำนาจรัฐตามหลักสากล มีสาระสำคัญคือ อาชญากรรมบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับ
ส่วนได้เสียในระดับสากล (Universal interest) กล่าวคือ เป็นการกระทำที่ถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อความสงบสุขของประชาคมระหว่างประเทศโดยส่วนรวม และถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายนานาชาติ (dilicta jurius gentium) ดังนั้น กฎหมายระหว่างประเทศจึงให้รัฐใด ๆ ก็ตามสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือการกระทำความผิดดังกล่าวได้ แม้ว่าการกระทำความผิดนั้นได้เกิดขึ้นนอกดินแดนของรัฐ ผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายจากการกระทำความผิดนั้นมิใช่คนสัญชาติของรัฐก็ตาม การใช้เขตอำนาจเช่นว่านี้เรียกว่า เขตอำนาจสากล (Universal jurisdiction) ซึ่งมีความเชื่อมโยงอยู่กับ ลักษณะ (nature) ของความผิดหรือ
อาชญากรรมอันเป็นภัยต่อประชาคมระหว่างประเทศ และเป็นที่ชัดเจนว่าเขตอำนาจสากลนี้ได้รับการยอมรับก็เพื่อเป็นการประกันว่า ผู้กระทำความผิดลักษณะดังกล่าวจะไม่สามารถหลุดรอดพ้นการลงโทษไปได้
ความผิดซึ่งได้รับการยอมรับว่าอยู่ภายใต้เขตอำนาจรัฐตามหลักสากลนั้น มีอยู่จำนวนน้อยมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดซึ่งตำรากฎหมายระหว่างประเทศมักอ้างถึง ได้แก่ การกระทำอันเป็นโจรสลัด (Piracy) ซึ่งกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้รับรองมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษในฐานะที่เป็นอาชญากรรมซึ่งรัฐทุกรัฐมีอำนาจที่จะจับกุม นอกจากนี้ก็ยังมีความผิดที่สำคัญอื่นๆ เช่น การจี้ เครื่องบิน การจับคนเป็นตัวประกัน การลักลอบค้ายาเสพติด การก่อการร้าย
นอกจากนี้ยัง มีความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ภายใต้ธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่มีเขตอำนาจในการดำเนินคดี ที่ร้ายแร้ง คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และ อาชญากรรมรุกราน ซึ่งรัฐภาคีสมาชิก หรือรัฐที่ยอมรับเขตอำนาจศาล สามารถให้ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินคดีได้

วินิจฉัย
1. ประเทศไทยมีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนี้ ตามหลักดินแดนเนื่องจาก นาย ITO และ นาย Peter ได้กระทำความผิดปลอมแปลงเงินสกุลต่างประเทศในราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 247 แม้ไม่ได้ปลอมแปลงเงินไทยก็ตาม ทั้งนี้เพราะบุคคลทุกคนที่อยู่ภายในดินแดนของรัฐจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในของรัฐนั้น และหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐใด รัฐนั้นย่อมใช้เขตอำนาจตามหลักดินแดนแก่ผู้กระทำความผิด หรือทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้กระทำนั้นจะมีสัญชาติใด

นอกจากนี้ก็ยังตกอยู่ภายใต้ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยองค์การตำรวจสากล ในความผิดฐานปลอมแปลงเงินตรา ทั้งนี้ตามความผูกพันภายใต้ The 1929 International Convention on the Suppression of Currency Counterfeiting

2. รัฐบาลประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศอังกฤษมีเขตอำนาจศาลเหนือคดีดังกล่าว ได้โดยอาศัย 3 มูลฐาน คือ

ตาม หลักสัญชาติ ของผู้กระทำในแต่ละกรณี เหนือ นาย Ito และ นาย Peter ตามลำดับ

ตามหลักดินแดนตามภาวะวิสัย เนื่องจากมีการนำเงินตราที่ปลอมลักลอบนำเข้ามาใช้ใน ญี่ปุ่น
และ อังกฤษ และในกรณีเช่นนี้ ญี่ปุ่นและ อังกฤษ อาจอ้าง หลักดินแดน โดยไม่จำเป็นต้องอ้างหลักสัญชาติก็ได้

นอกจากนี้ยังสามารถอ้าง หลักป้องกันได้ เนื่องจากตามหลักป้องกัน รัฐสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือบุคคลซึ่งกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ เช่น การคบคิดกันล้มล้างรัฐบาล การจารกรรม การปลอมแปลงเงินตรา ตั๋วเงิน ดวงตรา แสตมป์ หนังสือเดินทาง หรือเอกสารมหาชนอื่น ๆ ซึ่งออกโดยรัฐ เป็นต้น แม้ว่าผู้กระทำจะมิใช่บุคคลสัญชาติของรัฐ และการกระทำนั้นจะมิได้เกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐนั้นก็ตาม

3. ประเทศสิงคโปร์ มีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนี้ตามหลักป้องกัน แม้การกระทำผิดไม่ได้เกิดในสิงคโปร์ และ ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของการกระทำความผิด หรือ ผลสำเร็จของการกระทำความผิดเกิดขึ้นในสิงคโปร์เลย อีกทั้งบุคคลทั้งสองไม่มีสัญชาติสิงคโปร์ และ สิงคโปร์ไม่ได้เสียหายจากการกระทำผิดดังกล่าวโดยตรง โดย ไม่ได้มีการปลอมแปลงเงินตราสิงคโปร์ก็ตาม แต่เป็นไปตามหลัก ป้องกันเศรษฐกิจโลก ซึ่งการปลอมแปลงเงินตรานี้เป็นความผิดตามกฎหมายภายใน แม้เป็นการกระทำนอกราชอาณาจักรก็ตาม จึงกล่าวได้ว่า สิงคโปร์มีเขตอำนาจเหนือคดีนี้ตามหลักป้องกัน

และ ตกอยู่ภายใต้ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยองค์การตำรวจสากล ในความผิดฐานปลอมแปลงเงินตรา ทั้งนี้ตามความผูกพันภายใต้ The 1929 International Convention on the Suppression of Currency counterfeiting เช่นเดียวกัน
ข้อ 3. จงอธิบายขั้นตอน และ กระบวนการทำสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งได้ประมวลไว้ในสนธิสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969

แนวตอบ

การทำสนธิสัญญานั้นจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ระหว่าง หลักการแห่งอำนาจอธิปไตยกับความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลเป็นการจำกัดอำนาจอธิปไตยบางส่วนของรัฐ เพื่อผูกพันรัฐตามสนธิสัญญา หลักการพื้นฐานที่สำคัญในการทำสนธิสัญญา ได้แก่ หลักการกระทำโดยสุจริต (Good Faith หรือ Bona fide) หลักการแสดงเจตนา หรือการแสดงเจตจำนงโดยอิสระ หรือการแสดงเจตนาโดยสมัครใจ (Free Consent) ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำสนธิสัญญา และ หลักการที่เป็นที่ยอมรับในทางระหว่างประเทศ เช่นหลัก pacta sunt servanda

รัฐทุกรัฐในประชาคมระหว่างประเทศมีอำนาจอธิปไตยที่เท่าเทียมกันไม่ว่ารัฐเล็ก หรือรัฐใหญ่ การทำสนธิสัญญาจึงควรอยู่บนพื้นฐานแห่งหลักการเช่นว่านี้ โดยที่รัฐทุกรัฐมีอำนาจในการทำสนธิสัญญา อำนาจในการทำสนธิสัญญาของรัฐ จะกระทำผ่านตัวแทนของรัฐ ซึ่งตัวแทนของรัฐในการทำสนธิสัญญาโดยตำแหน่ง หรือ โดยมีอำนาจหน้าที่ (Ex Officio) ได้แก่

(ก) ประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการดำเนินการใดๆ หรือการกระทำทุกกรณีที่เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญา
(ข) หัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต มีอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับการยอมรับ หรือการรับเอา ข้อบทของสนธิสัญญาที่กระทำระหว่างรัฐผู้รับกับรัฐผู้ส่งทูตนั้น ซึ่งกรณีนี้ใช้สำหรับการทำสนธิสัญญาสองฝ่ายระหว่างสองรัฐนั้นเท่านั้น
(ค) ผู้เป็นตัวแทนรัฐ เพื่อเข้าร่วมในการประชุมระหว่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ หรืองค์กรใดขององค์การระหว่างประเทศ โดยมีอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับการยอมรับข้อบทของสนธิสัญญาในการประชุมระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรขององค์การระหว่างประเทศนั้นๆ โดยผู้แทนเหล่านั้นได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ (accredited) ผู้แทนรัฐเหล่านี้ไม่จำต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม Full Powers (Art. 47 of Vienna Convention on the law of treaties1969)
นอกจากนี้รัฐอาจจะแต่งตั้ง มอบอำนาจให้บุคคลใด หรือคณะบุคคลเป็นตัวแทนรัฐผู้มีอำนาจเต็มในการเจรจา ทำสนธิสัญญาได้โดยมีหนังสือมอบอำนาจเต็ม “Full Powers” ในการเจรจา (negotiation) ยอมรับ (Acceptance) รับรอง (Adoption) ข้อบทของสนธิสัญญา และในการแสดงเจตนาของรัฐในการที่รัฐจะผูกพันตามผลของสนธิสัญญา หรือเพื่อที่จะกระทำการใดๆให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญา

รัฐภาคีไม่อาจปฏิเสธความผูกพันต่อสนธิสัญญาที่ตัวแทนได้กระทำแล้ว กล่าวคือ รัฐไม่อาจจะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ในการแต่งตั้งผู้แทนของรัฐนั้นซึ่งได้รับการแต่งตั้งมาโดยไม่เป็นไปตามกฎหมายภายในของรัฐนั้นๆ มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ผูกพันตามผลของสนธิสัญญาที่กระทำขึ้นโดยการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐโดยผู้แทนบุคคลนั้น เว้นแต่ความไม่สมบูรณ์เพราะการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภายในนั้นเป็นที่ทราบอย่างประจักษ์แจ้ง และการแต่งตั้งที่ไม่ชอบนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายภายในที่สำคัญอย่างยิ่งด้วย จึงเป็นสิ่งที่รัฐพึงระมัดระวังอย่างยิ่งในการทำสนธิสัญญา

หลังจากที่รัฐภาคีได้เจรจา (Negotiation) ตกลง และยกร่าง (Draft) สนธิสัญญา ตลอดจนพิจารณาร่างสนธิสัญญา จนได้ข้อบทของสนธิสัญญาตามที่รัฐภาคีเห็นชอบแล้ว ภาคีทั้งหลายก็จะให้การรับรองร่างสนธิสัญญา (Adoption) ที่เรียกว่าเป็นการรับรองชั่วคราว และให้ความเห็นชอบรับรองความถูกต้องแท้จริงของข้อบทของสนธิสัญญา (Authentication) ตามที่ได้ตกลงกันนั้น ขั้นต่อไปคือการที่รัฐภาคีพร้อมที่จะแสดงความยินยอมผูกพันตามสนธิสัญญา (Expressing consent to be bound by the treaty) อันเป็นการรับรองขั้นสุดท้าย ซึ่งการให้ความยินยอมของรัฐเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญานั้นสามารถกระทำได้หลายวิธี ซึ่งวิธีที่ได้รับความนิยม และเป็นทางปฏิบัติของรัฐส่วนใหญ่ได้แก่การลงนาม (Signature) การแลกเปลี่ยนตราสาสน์ (Exchange of instruments) การให้สัตยาบัน (Ratification) การยอมรับ (Acceptance) การให้ความเห็นชอบ (Approval) การภาคยานุวัติ (Accession) นอกจากนั้นการให้ความยินยอมผูกพันตามสนธิสัญญาของภาคีของสนธิสัญญายังอาจจะกระทำได้โดยวิธีอื่นๆตามที่รัฐภาคีของสนธิสัญญาจะได้ตกลงกัน หรืออาจจะโดยวิธีอื่นใดตามกฎหมายระหว่างประเทศ
การให้ความยินยอมของรัฐเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญาโดยการให้สัตยาบัน (Ratification) มีความจำเป็นหลายประการ กล่าวคือหลังจากที่รัฐได้เจรจา ตกลง ทำสนธิสัญญาแล้ว และได้รับรองข้อบทในสนธิสัญญา ตลอดจนได้บรรลุข้อบทที่แน่นอนแล้ว (A definitive text) รัฐจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการพิจารณา ทบทวนก่อนที่จะให้ความยินยอมขั้นสุดท้ายผูกพันรัฐต่อสนธิสัญญา หรือการรับรองขั้นสุดท้าย โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

1.รัฐจะได้มีเวลาในการพิจารณาทบทวนทั้งในส่วนของข้อบทในแต่ละมาตราซึ่งเป็นข้อบทที่แน่นอนแล้วให้ละเอียดรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง และพิจารณาถึงผลโดยรวมของสนธิสัญญาต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ
(2) รัฐจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ภายในของรัฐให้ถูกต้อง เช่น ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ การทำสนธิสัญญาชนิดที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสียก่อน ก็จะต้องดำเนินการไปตามนั้น ตลอดจนดำเนินการตามขั้นตอน กฎระเบียบ หรือกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องหากมี เช่นในบางกรณีหากเป็นสนธิสัญญาที่มีความสำคัญและกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง รัฐอาจจะต้องดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงประชามติ หรือการทำประชาพิจารณ์เพื่อประเมินในผลความผูกพันของรัฐตามสนธิสัญญานั้นๆ ต่อประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติบ้านเมืองและมวลชน
(3) รัฐอาจจะต้องดำเนินการเพื่อออกกฎหมายภายในมารองรับเพื่อให้การปฏิบัติตามสนธิสัญญาเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือออกกฎหมายบังคับการให้เป็นไปตามสนธิสัญญานั้น หรือออกกฎหมายอนุวัตรการตามสนธิสัญญา เป็นต้น
บทบาทของการให้สัตยาบันคือกระบวนการ หรือขั้นตอนที่กำหนดให้รัฐแสดงเจตนารมณ์ให้ความยินยอมผูกพันรัฐตามสนธิสัญญา ดังนั้นหากในสนธิสัญญาใดที่มีการกำหนดให้ต้องมีการให้สัตยาบันกันก่อน สนธิสัญญาจึงจะผูกพันรัฐนั้น หากรัฐภาคีใดยังไม่ได้ให้สัตยาบัน รัฐนั้นก็ยังไม่ต้องผูกพันตามสนธิสัญญา แม้ว่ารัฐนั้นจะได้ลงนามในสนธิสัญญาแล้วก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าสนธิสัญญานั้นไม่มีผลทางกฎหมายเลย การแสดงความยินยอมของรัฐเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญาโดยการให้สัตยาบันนั้นต้องกระทำต่อเมื่อ
(ก) สนธิสัญญานั้นกำหนดไว้ว่าการแสดงความยินยอมผูกพันตามสนธิสัญญาดังกล่าวให้กระทำโดยการให้สัตยาบัน
(ข) รัฐภาคีซึ่งเจรจาสนธิสัญญานั้นตกลงกันให้ต้องมีการให้สัตยาบัน
(ค) ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจซึ่งได้ลงนามในสนธิสัญญานั้น จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จะต้องมีการให้สัตยาบันโดยรัฐอีกครั้งหนึ่ง รัฐจึงจะผูกพันตามสนธิสัญญานั้น
(ง) ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเต็ม Full Powers ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ของรัฐว่าการลงนามในสนธิสัญญาของตัวแทนนั้นจะต้องมีการให้สัตยาบันอีกครั้งหนึ่งรัฐจึงจะผูกพันตามสนธิสัญญา หรือในระหว่างที่มีการเจรจากันนั้น รัฐภาคีดังกล่าวได้แสดงเจตนาเช่นว่านั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงข้อบทของสนธิสัญญาในกระบวนการให้สัตยาบัน หมายความว่า ข้อบท ของสนธิสัญญาที่ได้รับการรับรอง แล้ว และยืนยันในความถูกต้องสมบูรณ์เป็น Authentic text แล้วนั้นเป็นข้อบทที่แน่นอนแล้ว (Definite text) ของสนธิสัญญา จึงไม่สามารถที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพื่อ เป็นเงื่อนไขในการให้สัตยาบัน การให้สัตยาบันจึงเป็นการยืนยันที่รัฐจะให้ความยินยอมที่จะผูกพันตามสนธิสัญญาที่ตกลงเช่นนั้นแล้ว ดังนั้นหากรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ หรือรัฐจะเสียเปรียบก็เพียงแต่ไม่ให้สัตยาบันสนธิสัญญานั้นๆ สำหรับ Authentic Text นั้นๆเพราะจะไปแก้ไขไม่ได้เว้นแต่จะเปิดเจรจากันใหม่ตามที่ประสงค์จะแก้ไข ซึ่งรัฐภาคีอาจจะเห็นว่ายังประสงค์ที่จะทำสนธิสัญญากันจึงยินดีตกลงมาเจรจากันใหม่ในส่วนที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นๆให้เรียบร้อย ส่วนการที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือ แก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังนั้นจะดำเนินการไปตามที่ภาคีได้ตกลงกันในส่วนของข้อกำหนดว่าด้วย Amendment หรือ Modification ตามที่ตกลงในสนธิสัญญาต่อไป
สนธิสัญญามีผลบังคับนับตั้งแต่วันที่ได้มีการลงนามในสนธิสัญญา ไม่ใช่นับตั้งแต่วันที่มีการให้สัตยาบันเว้นแต่ในสนธิสัญญา หรือโดยรัฐภาคีที่เข้าร่วมเจรจาจะได้กำหนด หรือ ตกลงกันเป็นอย่างอื่น การเริ่มมีผลบังคับของสนธิสัญญา (Entry into force) กับ การผูกพันตามสนธิสัญญา (to be bound by the treaty) เป็นคนละกรณีกัน
การให้สัตยาบันสนธิสัญญาเป็นอำนาจหน้าที่ของบุคคลผู้มีอำนาจในการทำสนธิสัญญา (Treaty-Making Power) กล่าวคือประมุขของรัฐ หรือ รัฐบาล จะต้องดำเนินการตามข้อกำหนดตามกฎหมาย เช่น หากเป็นสนธิสัญญาที่ต้องผ่านการอนุมัติ เห็นชอบ หรือผ่านการพิจารณาของสภา ก็ต้องดำเนินการตามนั้นให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะให้สัตยาบันได้ ดังนั้นการแสดงเจตนาให้สัตยาบันโดยไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าวก็ทำให้การให้สัตยาบันไม่มีผลตามกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องตระหนักให้ดี

ความผูกพันตามสนธิสัญญาต่อรัฐนี้ เป็นความผูกพันที่มีอยู่เหนือดินแดนทั้งหมดของรัฐ มาตรา 29 ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา บัญญัติว่า “Unless a different intention appears from the treaty or is otherwise established, a treaty is binding upon each party in respect of its entire territory”

นอกจากนั้นสนธิสัญญาที่ได้ตกลงกันเป็นที่สุดได้มีการรับรองข้อบทแล้ว ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาแล้วหรือมีการแลกเปลี่ยนตราสาสน์ที่ก่อตั้งสนธิสัญญาแล้ว โดยอยู่ภายใต้ข้อกำหนดในการที่จะต้องมีการให้สัตยาบัน ให้การยอมรับ ให้ความเห็นชอบ เสียก่อนนั้น ก่อนที่สนธิสัญญาจะเริ่มมีผลบังคับ ซึ่งอาจจะตกลงกำหนดกันไว้เป็นประการใด รัฐภาคีมีพันธะที่จะไม่กระทำการใดอันเป็นการทำให้วัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของสนธิสัญญาเสื่อมเสียไป จนกว่าจะแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าจะไม่เป็นภาคีของสนธิสัญญา ทั้งนี้บัญญัติไว้ในมาตรา 18 ของอนุสัญญาฉบับดังกล่าว

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ หลักสนธิสัญญาไม่มีผลย้อนหลัง (Non-Retroactivity of Treaty) ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปที่ใช้กับการกระทำทางกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ เว้นแต่จะปรากฏเจตนาเป็นอย่างอื่นแตกต่างไปจากที่ปรากฏในสนธิสัญญา หรือปรากฏเป็นกรณีอย่างอื่น บทบัญญัติต่างๆของสนธิสัญญาย่อมไม่ผูกพันภาคีของสนธิสัญญาในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่สนธิสัญญามีผลใช้บังคับต่อภาคีของสนธิสัญญานั้น หรือสถานการณ์ซึ่งได้สิ้นสุดลงก่อนวันที่สนธิสัญญามีผล

สำหรับลักษณะความผูกพันของสนธิสัญญาในกฎหมายภายในนั้น เมื่อสนธิสัญญามีผลใช้บังคับแล้ว รัฐภาคีจะต้องผูกพันตามบทบัญญัติของสนธิสัญญา และเนื่องจากการปฏิบัติตามพันธกรณีของสนธิสัญญานี้ครอบคลุมถึงองค์กรต่างๆของรัฐทั้งหมดในฐานะที่องค์กรเหล่านี้ต้องทำหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามสนธิสัญญาไม่ว่าจะเป็นองค์กรฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายภายในมารองรับ บังคับการให้เป็นไปตามผลของสนธิสัญญานั้นๆ ซึ่งมีวิธีการต่างๆ เช่นออกพระราชบัญญัติมารองรับสนธิสัญญา การออกกฎหมายให้เป็นไปตามสนธิสัญญา หรือ การนำข้อบทในสนธิสัญญามา ตราเป็นกฎหมาย เป็นต้น

เฉลยข้อสอบวิชากฎหมายระหว่างประเทศ
ภาคพิเศษ และ ซ่อม 2/48 (ตอบแบบสั้น)

ข้อ 1. จงอธิบายโครงสร้างและการดำเนินงานของศาลอาญาระหว่างประเทศ ตลอดจนอำนาจของผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ

แนวตอบ

โครงสร้างของศาลอาญาระหว่างประเทศ

โครงสร้างของศาลอาญาระหว่างประเทศประกอบด้วย องค์ประกอบ และฝ่ายบริหารจัดการของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Composition and Administration of the Court) ดังที่ได้กำหนดในธรรมนูญกรุงโรม ต่อไปนี้ คือ

ในภาค 4 ของธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้บัญญัติเกี่ยวกับองค์ประกอบของศาลอาญาระหว่างประเทศไว้ในมาตรา 34 ดังนี้
“มาตรา 34 องค์กรของศาล
ศาลประกอบด้วยองค์กรต่อไปนี้
(ก) ประธาน
(ข) คณะตุลาการ ที่จำแนกเป็น ฝ่ายอุทธรณ์ (Appeals Division), แผนกพิจารณาดำเนินคดี สืบพยาน ไต่สวน (Trial Division) และแผนกดำเนินการก่อนการดำเนินคดีสืบพยาน (Pre-Trial Division)
(ค) สำนักงานอัยการ
(ง) สำนักทะเบียนศาล”

การดำเนินงานของศาลในการร่วมมือระหว่างประเทศและการร่วมมือทางศาล

พันธะกรณีทั่วไปในการให้ความร่วมมือ (General obligation to cooperate)

มาตรา 86 แห่งธรรมนูญศาลบัญญัติไว้ว่า ภายใต้ธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ รัฐภาคีทั้งปวงจะต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับศาลอาญาระหว่างประเทศ ในการสืบสวน สอบสวน ตรวจสอบ ฟ้องร้อง ดำเนินคดีอาญาที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลนี้
และมาตรา 87 แห่งธรรมนูญศาลได้กำหนดว่า ศาลมีอำนาจที่จะร้องขอให้รัฐภาคีให้ความร่วมมือ โดยร้องขอผ่านช่องทาง ทางการทูต หรือโดยช่องทางอื่นที่เหมาะสม นอกจากนี้ศาลยังสามารถร้องขอความร่วมมือผ่านทางองค์การตำรวจสากล หรือผ่านทางองค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค คำร้องขอให้มีการให้ความร่วมมือ หรือให้เอกสารใดๆ จะต้องแปลเป็นภาษาที่ใช้งานของประเทศที่ถูกร้องขอ หรือภาษาใดภาษาหนึ่งของภาษาที่ใช้งานของศาล และการร้องขอนี้จะต้องกระทำเป็นความลับ และใช้มาตรการที่เหมาะสมในเรื่องการคุ้มครองข้อมูล ข่าวสาร เพื่อความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้เสียหาย หรือเหยื่อ หรือผู้ที่จะมาเป็นพยาน ตลอดจนครอบครัวด้วย
นอกจากนี้ศาลอาจจะร้องขอต่อรัฐอื่นที่ไม่ได้เป็นภาคีสมาชิก ในการให้ความช่วยเหลือด้วย ในลักษณะเฉพาะกิจ หรือ โดยความตกลงพิเศษ หรือโดยมูลฐานอื่นใดที่เหมาะสม ศาลยังอาจร้องขอความร่วมมือ หรือความช่วยเหลือ จากองค์การระหว่างประเทศ ในการให้ข้อมูล เอกสาร หรือการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นใด ตามที่ได้ตกลงกับองค์การระหว่างประเทศนั้นๆ
ทั้งสองกรณีนี้หากศาลไม่ได้รับความร่วมมือ ศาลอาจจะใช้ช่องทาง การให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติช่วยส่งเรื่องขอความร่วมมือให้ได้
ศาลจะต้องมั่นใจว่าการร้องขอให้มีการช่วยเหลือ หรือให้ความร่วมมือกับศาลนั้นจะต้องสอดคล้อง หรือสามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายภายในของรัฐนั้นๆด้วย
นอกจากนี้ศาลยังสามารถที่จะส่งคำร้องขอให้ประเทศที่ บุคคลที่ได้กระทำผิดนั้นปรากฏตัวขึ้น เพื่อขอให้มีการ จับกุม คุมขัง และ ส่งตัว บุคคลที่กระทำผิดนั้น ส่งให้ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ โดยให้ดำเนินไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ในธรรมนูญศาล มาตรา 89 นอกจากนั้นในมาตรา 93 แห่งธรรมนูญศาลยังได้กำหนดให้มีการให้ความช่วยเหลือแก่ศาลในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การชี้เบาะแส ที่อยู่ ที่หลบซ่อนของผู้กระทำผิด การสืบพยาน การสาบานในการให้การต่อศาล การส่งพยานหลักฐาน ตลอดจนคำแนะนำ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และรายงานต่อศาล การสอบถามบุคคลที่ถูกกล่าวหา หรือ จำเลยที่ถูกฟ้อง การส่งหมาย การส่งพยานหลักฐาน พยานวัตถุ พยานเอกสาร การนำพยานบุคคลมาปรากฏตัวต่อศาล การส่งตัวบุคคล การตรวจสอบสถานที่ การลงโทษผู้กระทำผิด การบันทึกพยานเอกสาร ต่างๆ การคุ้มครองเหยื่อ ผู้เคราะห์ร้าย การติดตามยึดทรัพย์ของผู้กระทำผิด ตลอดจนความช่วยเหลือในลักษณะต่างๆอื่นใด
การรับดำเนินคดี พิจารณาพิพากษา ของศาลอาญาระหว่างประเทศ

มาตรา 17 แห่งธรรมนูญศาล ได้กำหนดเกี่ยวกับการรับพิจารณา พิพากษาคดีของศาล
อาญาระหว่างประเทศ โดยเหตุที่ศาลอาญาเป็นศาลที่เสริม หรือ ส่งเสริมการดำเนินคดีอาญาของศาลภายใน ในระดับประเทศ ศาลอาญาจึงมีข้อกำหนดเกี่ยวกับรับพิจารณา หรือไม่รับพิจารณาคดีอาญา กล่าวคือ ศาลจะไม่รับดำเนินคดี เมื่อ
(ก) คดีอาญาดังกล่าวกำลังได้รับการไต่สวน สอบสวน หรือฟ้องร้อง ดำเนินคดีโดยศาลภายใน ซึ่งมีเขตอำนาจศาลเหนือคดีดังกล่าวนั้น เว้นแต่ศาลภายในนั้นไม่เต็มใจ หรือไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดี หรือไม่สามารถที่จะดำเนินคดี หรือไต่สวน ได้อย่างแท้จริง หรือมีประสิทธิภาพ
(ข) คดีอาญาดังกล่าวได้เคยถูกไต่สวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีมาก่อนแล้ว โดยศาลภายในที่มีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนั้น แต่รัฐนั้นตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินคดีต่อไป เว้นแต่การตัดสินใจดังกล่าวนั้นเป็นผลมาจากความไม่เต็มใจ หรือไม่สามารถอย่างแท้จริงในการดำเนินคดี
(ค) บุคคลที่ต้องหาว่ากระทำผิดได้ถูกดำเนินคดีเนื่องจากการกระทำตามที่ได้ถูกฟ้องร้อง แต่การดำเนินคดีของศาลนั้นไม่อาจจะกระทำได้ เนื่องจากไม่อาจจะถูกพิจารณาลงโทษโดยศาลอื่นซ้ำซ้อนในข้อหาที่เคยถูกฟ้องมาแล้ว ที่ถูกยกฟ้อง หรือที่ถูกลงโทษแล้ว หรือเป็นการฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน
(ง) การกระทำความผิดนั้นไม่ร้ายแรงพอที่จะต้องดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ
การพิจารณาว่าศาลภายในไม่ได้เต็มใจที่จะดำเนินคดีอาญา ได้แก่ กรณีต่อไปนี้ คือ
(ก) การดำเนินคดีของศาล นั้นเห็นได้ว่ามีเจตนาที่จะปกปัก รักษา ให้ความคุ้มครองผู้กระทำผิด
(ข) การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(ค) กระบวนการพิจารณาคดี หรือการดำเนินคดีของศาลไม่ได้เป็นอิสระ ปลอดพ้นจากการถูกแทรกแซง ไม่เป็นกลาง และไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับการนำมาซึ่งความเป็นธรรมและยุติธรรม
และการพิจารณาว่าศาลภายในไม่มีความสามารถอย่างแท้จริงในการดำเนินคดี คือการที่
รัฐไม่สามารถได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินคดี ไม่สามารถแสวงหาพยานหลักฐาน ไม่สามารถสอบคำให้การ และไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้ ซึ่งทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถที่จะเข้ามาดำเนินคดีต่อไป

ข้อ 2. นาย Ito ชาวญี่ปุ่น ร่วมมือกับนาย Peter ชาวอังกฤษ ปลอมแปลงธนบัตรหลายสกุล ได้แก่ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สกุลเงินปอนด์สเตอริงอังกฤษ และสกุลเงินฟรังซ์ฝรั่งเศส โดยลงมือกระทำความผิดในประเทศไทย และ นำเงินปลอมดังกล่าวออกใช้ในประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศอังกฤษ ต่อมารัฐบาลประเทศสิงคโปร์จับตัวบุคคลทั้งสองได้ จงพิจารณาว่าประเทศใดมีเขตอำนาจศาลในการดำเนินคดีกับนาย ITO และ นาย PETER

แนวตอบ

หลักกฎหมาย

ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เขตอำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจตามกฎหมายของรัฐเหนือบุคคล ทรัพย์สิน หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาเขตอำนาจรัฐในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของแนวความคิดว่าด้วยอธิปไตยแล้ว อาจแบ่งเขตอำนาจรัฐออกเป็น เขตอำนาจในทางนิติบัญญัติ เขตอำนาจในทางศาล และเขตอำนาจในการบังคับการตามกฎหมายในทางบริหาร

ขอบเขต ของเขตอำนาจรัฐ อาจจำแนกเขตอำนาจของรัฐออก ดังนี้
1) เขตอำนาจในการสร้างหรือบัญญัติกฎหมาย โดยฝ่ายนิติบัญญัติ
2) เขตอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายหรือบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยฝ่ายตุลาการ และโดยฝ่ายบริหาร
สำหรับมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ เนื่องมาจากหลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1) หลักดินแดน
2) หลักสัญชาติ
3) หลักสากล
4) หลักป้องกัน
5) หลักผู้ถูกกระทำ

เขตอำนาจรัฐตามหลักดินแดน มีสาระสำคัญคือ รัฐมีเขตอำนาจที่สมบูรณ์เหนือบุคคล ทรัพย์สิน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏหรือเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐ โดยไม่ต้องคำนึงว่าบุคคลนั้นมีสัญชาติใด หรือทรัพย์สินนั้นเป็นของบุคคลสัญชาติใด ดังนั้น บุคคลทุกคนที่อยู่ภายในดินแดนของรัฐจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในของรัฐนั้น และหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐใด รัฐนั้นย่อมใช้เขตอำนาจตามหลักดินแดนแก่ผู้กระทำความผิด หรือทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้กระทำนั้นจะมีสัญชาติใด
หลักที่ว่ารัฐมีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐนั้น มีปัญหาสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่า ดินแดนของรัฐมีขอบเขตแค่ไหน และ เมื่อใดจึงจะถือว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐ ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ในบางครั้งการกระทำความผิดก็มิได้เกิดขึ้นและเสร็จสิ้นลง ภายในดินแดนของรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น แต่การกระทำความผิดอาจเริ่มขึ้นภายในดินแดนของรัฐหนึ่งและไปเสร็จสิ้นภายในดินแดนของอีกรัฐหนึ่ง
ข้างต้น ก่อให้เกิดแนวความคิดซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ทฤษฎี ดังนี้

1. ทฤษฎีเขตอำนาจเหนือดินแดนตาม หลักอัตตวิสัย (subjective
territoriality) ตามทฤษฎีนี้ รัฐมีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดซึ่งเริ่ม (commencing)
ภายในดินแดนของรัฐนั้น แม้ว่าบางส่วนของความผิด (some element of offence) หรือการบรรลุผลสำเร็จของการกระทำความผิด (completion of offence) จะเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐอื่นก็ตาม

2. ทฤษฎีเขตอำนาจเหนือดินแดนตามหลักภาวะวิสัย (objective territoriality) ตามทฤษฎีที่สองนี้ ใช้ในกรณีที่การกระทำความผิดเริ่มขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐ แต่ได้เสร็จสิ้นลง หรือบรรลุผลสำเร็จภายในดินแดนของรัฐนั้น ดังนั้น จึงเรียกทฤษฎีนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “ทฤษฎีผลของการกระทำ” (effects doctrine) เพราะเหตุที่ทฤษฎีดังกล่าว รับรองเขตอำนาจของรัฐซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดผลของการกระทำความผิด

เขตอำนาจรัฐตามหลักสัญชาติ ถือว่าสัญชาติเป็นสิ่งเชื่อมโยงที่ทำให้รัฐสามารถใช้เขต
อำนาจของตนเหนือบุคคลซึ่งถือสัญชาติของรัฐ ตลอดจนทรัพย์สินที่มีสัญชาติของรัฐโดยไม่ต้องคำนึงว่าบุคคลหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ที่ใด โดยอาศัย ความเชื่อมโยง ระหว่างบุคคลกับชาตินั้นๆ เช่น ในกรณีบุคคลธรรมดา พิจารณาถึง ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือกรณีนิติบุคคล พิจารณาสถานประกอบการ สถานที่จดทะเบียน สัญชาติขยายถึง เรือ อากาศยาน เป็นต้น

เขตอำนาจของรัฐตามหลักผู้ถูกกระทำ (Passive Personality Principle)
ตามหลัก Passive personality นั้น การใช้เขตอำนาจของรัฐมีมูลฐานมาจากสัญชาติของบุคคล เช่นเดียวกันกับการใช้เขตอำนาจของรัฐตามหลักสัญชาติ แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้างระหว่างหลักสัญชาติและหลัก passive personality กล่าวคือ หลักสัญชาติจะอาศัย สัญชาติของผู้กระทำความผิด (nationality of the perpetrator) เป็นมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ ในขณะที่หลัก passive personality กลับใช้ สัญชาติของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือได้รับผลร้ายจากการกระทำความผิด (nationality of the victim) เป็นมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ
สาระสำคัญของหลัก Passive personality หรือหลักผู้ถูกกระทำนี้ก็คือ รัฐมีเขตอำนาจ
เหนือคนต่างด้าวซึ่งกระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลสัญชาติของรัฐนั้น แม้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐนั้นก็ตาม
เขตอำนาจรัฐตามหลักป้องกัน (Protective Principle) ก็คือ รัฐสามารถใช้เขต
อำนาจของตนเหนือบุคคลผู้กระทำการอันถือได้ว่าเป็นภัยหรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ แม้ว่าผู้กระทำจะมิใช่บุคคลสัญชาติของรัฐ และการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐก็ตามเหตุผลที่เป็นพื้นฐานสนับสนุนการใช้เขตอำนาจรัฐตามหลักการนี้ มีอยู่สองประการ
คือ
1. รัฐมีสิทธิในการป้องกันผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งของตนเอง เนื่องจากรัฐไม่อาจหวังพึ่ง
ได้อย่างแท้จริงว่ารัฐอื่นจะให้ความคุ้มครองผลประโยชน์ที่สำคัญของรัฐ หรือไม่อาจคาดหวังว่ารัฐอื่นจะปกป้องผลประโยชน์ของรัฐในขอบเขตที่รัฐต้องการหรือถือว่าจำเป็น
2. ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ว่า หากรัฐไม่ใช้หลักป้องกัน ผู้กระทำความผิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐอาจหลุดรอดจากการลงโทษไปได้ด้วยเหตุว่า การกระทำของบุคคลต่างด้าวนั้นอาจไม่เป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่ผู้กระทำอาศัยอยู่ขณะกระทำการนั้น หรือการขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาจถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง
ข้อสังเกตของหลักป้องกันก็คือ ผลของการกระทำความผิดไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงภายในดินแดนของรัฐที่ถูกล่วงละเมิด ตามหลักป้องกัน รัฐจึงอาจใช้เขตอำนาจของตนได้ภายในขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดซึ่งจะเป็นภัยหรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

เขตอำนาจรัฐตามหลักสากล มีสาระสำคัญคือ อาชญากรรมบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับ
ส่วนได้เสียในระดับสากล (Universal interest) กล่าวคือ เป็นการกระทำที่ถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อความสงบสุขของประชาคมระหว่างประเทศโดยส่วนรวม และถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายนานาชาติ (dilicta jurius gentium) ดังนั้น กฎหมายระหว่างประเทศจึงให้รัฐใด ๆ ก็ตามสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือการกระทำความผิดดังกล่าวได้ แม้ว่าการกระทำความผิดนั้นได้เกิดขึ้นนอกดินแดนของรัฐ ผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายจากการกระทำความผิดนั้นมิใช่คนสัญชาติของรัฐก็ตาม การใช้เขตอำนาจเช่นว่านี้เรียกว่า เขตอำนาจสากล (Universal jurisdiction) ซึ่งมีความเชื่อมโยงอยู่กับ ลักษณะ (nature) ของความผิดหรือ
อาชญากรรมอันเป็นภัยต่อประชาคมระหว่างประเทศ และเป็นที่ชัดเจนว่าเขตอำนาจสากลนี้ได้รับการยอมรับก็เพื่อเป็นการประกันว่า ผู้กระทำความผิดลักษณะดังกล่าวจะไม่สามารถหลุดรอดพ้นการลงโทษไปได้
ความผิดซึ่งได้รับการยอมรับว่าอยู่ภายใต้เขตอำนาจรัฐตามหลักสากลนั้น มีอยู่จำนวนน้อยมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดซึ่งตำรากฎหมายระหว่างประเทศมักอ้างถึง ได้แก่ การกระทำอันเป็นโจรสลัด (Piracy) ซึ่งกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้รับรองมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษในฐานะที่เป็นอาชญากรรมซึ่งรัฐทุกรัฐมีอำนาจที่จะจับกุม นอกจากนี้ก็ยังมีความผิดที่สำคัญอื่นๆ เช่น การจี้ เครื่องบิน การจับคนเป็นตัวประกัน การลักลอบค้ายาเสพติด การก่อการร้าย
นอกจากนี้ยัง มีความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ภายใต้ธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่มีเขตอำนาจในการดำเนินคดี ที่ร้ายแร้ง คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และ อาชญากรรมรุกราน ซึ่งรัฐภาคีสมาชิก หรือรัฐที่ยอมรับเขตอำนาจศาล สามารถให้ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินคดีได้

วินิจฉัย
1. ประเทศไทยมีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนี้ ตามหลักดินแดนเนื่องจาก นาย ITO และ นาย Peter ได้กระทำความผิดปลอมแปลงเงินสกุลต่างประเทศในราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 247 แม้ไม่ได้ปลอมแปลงเงินไทยก็ตาม ทั้งนี้เพราะบุคคลทุกคนที่อยู่ภายในดินแดนของรัฐจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในของรัฐนั้น และหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐใด รัฐนั้นย่อมใช้เขตอำนาจตามหลักดินแดนแก่ผู้กระทำความผิด หรือทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้กระทำนั้นจะมีสัญชาติใด

นอกจากนี้ก็ยังตกอยู่ภายใต้ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยองค์การตำรวจสากล ในความผิดฐานปลอมแปลงเงินตรา ทั้งนี้ตามความผูกพันภายใต้ The 1929 International Convention on the Suppression of Currency Counterfeiting

2. รัฐบาลประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศอังกฤษมีเขตอำนาจศาลเหนือคดีดังกล่าว ได้โดยอาศัย 3 มูลฐาน คือ

ตาม หลักสัญชาติ ของผู้กระทำในแต่ละกรณี เหนือ นาย Ito และ นาย Peter ตามลำดับ

ตามหลักดินแดนตามภาวะวิสัย เนื่องจากมีการนำเงินตราที่ปลอมลักลอบนำเข้ามาใช้ใน ญี่ปุ่น
และ อังกฤษ และในกรณีเช่นนี้ ญี่ปุ่นและ อังกฤษ อาจอ้าง หลักดินแดน โดยไม่จำเป็นต้องอ้างหลักสัญชาติก็ได้

นอกจากนี้ยังสามารถอ้าง หลักป้องกันได้ เนื่องจากตามหลักป้องกัน รัฐสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือบุคคลซึ่งกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ เช่น การคบคิดกันล้มล้างรัฐบาล การจารกรรม การปลอมแปลงเงินตรา ตั๋วเงิน ดวงตรา แสตมป์ หนังสือเดินทาง หรือเอกสารมหาชนอื่น ๆ ซึ่งออกโดยรัฐ เป็นต้น แม้ว่าผู้กระทำจะมิใช่บุคคลสัญชาติของรัฐ และการกระทำนั้นจะมิได้เกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐนั้นก็ตาม

3. ประเทศสิงคโปร์ มีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนี้ตามหลักป้องกัน แม้การกระทำผิดไม่ได้เกิดในสิงคโปร์ และ ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของการกระทำความผิด หรือ ผลสำเร็จของการกระทำความผิดเกิดขึ้นในสิงคโปร์เลย อีกทั้งบุคคลทั้งสองไม่มีสัญชาติสิงคโปร์ และ สิงคโปร์ไม่ได้เสียหายจากการกระทำผิดดังกล่าวโดยตรง โดย ไม่ได้มีการปลอมแปลงเงินตราสิงคโปร์ก็ตาม แต่เป็นไปตามหลัก ป้องกันเศรษฐกิจโลก ซึ่งการปลอมแปลงเงินตรานี้เป็นความผิดตามกฎหมายภายใน แม้เป็นการกระทำนอกราชอาณาจักรก็ตาม จึงกล่าวได้ว่า สิงคโปร์มีเขตอำนาจเหนือคดีนี้ตามหลักป้องกัน

และ ตกอยู่ภายใต้ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยองค์การตำรวจสากล ในความผิดฐานปลอมแปลงเงินตรา ทั้งนี้ตามความผูกพันภายใต้ The 1929 International Convention on the Suppression of Currency counterfeiting เช่นเดียวกัน

ข้อ 3. จงอธิบายขั้นตอน และ กระบวนการทำสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งได้ประมวลไว้ในสนธิสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969

แนวตอบ

การทำสนธิสัญญานั้นจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ระหว่าง หลักการแห่งอำนาจอธิปไตยกับความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลเป็นการจำกัดอำนาจอธิปไตยบางส่วนของรัฐ เพื่อผูกพันรัฐตามสนธิสัญญา หลักการพื้นฐานที่สำคัญในการทำสนธิสัญญา ได้แก่ หลักการกระทำโดยสุจริต (Good Faith หรือ Bona fide) หลักการแสดงเจตนา หรือการแสดงเจตจำนงโดยอิสระ หรือการแสดงเจตนาโดยสมัครใจ (Free Consent) ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำสนธิสัญญา และ หลักการที่เป็นที่ยอมรับในทางระหว่างประเทศ เช่นหลัก pacta sunt servanda

รัฐทุกรัฐในประชาคมระหว่างประเทศมีอำนาจอธิปไตยที่เท่าเทียมกันไม่ว่ารัฐเล็ก หรือรัฐใหญ่ การทำสนธิสัญญาจึงควรอยู่บนพื้นฐานแห่งหลักการเช่นว่านี้ โดยที่รัฐทุกรัฐมีอำนาจในการทำสนธิสัญญา อำนาจในการทำสนธิสัญญาของรัฐ จะกระทำผ่านตัวแทนของรัฐ ซึ่งตัวแทนของรัฐในการทำสนธิสัญญาโดยตำแหน่ง หรือ โดยมีอำนาจหน้าที่ (Ex Officio) ได้แก่

(ก) ประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการดำเนินการใดๆ หรือการกระทำทุกกรณีที่เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญา
(ข) หัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต มีอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับการยอมรับ หรือการรับเอา ข้อบทของสนธิสัญญาที่กระทำระหว่างรัฐผู้รับกับรัฐผู้ส่งทูตนั้น ซึ่งกรณีนี้ใช้สำหรับการทำสนธิสัญญาสองฝ่ายระหว่างสองรัฐนั้นเท่านั้น
(ค) ผู้เป็นตัวแทนรัฐ เพื่อเข้าร่วมในการประชุมระหว่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ หรืองค์กรใดขององค์การระหว่างประเทศ โดยมีอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับการยอมรับข้อบทของสนธิสัญญาในการประชุมระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ หรือองค์กรขององค์การระหว่างประเทศนั้นๆ โดยผู้แทนเหล่านั้นได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ (accredited) ผู้แทนรัฐเหล่านี้ไม่จำต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม Full Powers (Art. 47 of Vienna Convention on the law of treaties1969)
นอกจากนี้รัฐอาจจะแต่งตั้ง มอบอำนาจให้บุคคลใด หรือคณะบุคคลเป็นตัวแทนรัฐผู้มีอำนาจเต็มในการเจรจา ทำสนธิสัญญาได้โดยมีหนังสือมอบอำนาจเต็ม “Full Powers” ในการเจรจา (negotiation) ยอมรับ (Acceptance) รับรอง (Adoption) ข้อบทของสนธิสัญญา และในการแสดงเจตนาของรัฐในการที่รัฐจะผูกพันตามผลของสนธิสัญญา หรือเพื่อที่จะกระทำการใดๆให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญา

รัฐภาคีไม่อาจปฏิเสธความผูกพันต่อสนธิสัญญาที่ตัวแทนได้กระทำแล้ว กล่าวคือ รัฐไม่อาจจะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ในการแต่งตั้งผู้แทนของรัฐนั้นซึ่งได้รับการแต่งตั้งมาโดยไม่เป็นไปตามกฎหมายภายในของรัฐนั้นๆ มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ผูกพันตามผลของสนธิสัญญาที่กระทำขึ้นโดยการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐโดยผู้แทนบุคคลนั้น เว้นแต่ความไม่สมบูรณ์เพราะการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภายในนั้นเป็นที่ทราบอย่างประจักษ์แจ้ง และการแต่งตั้งที่ไม่ชอบนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายภายในที่สำคัญอย่างยิ่งด้วย จึงเป็นสิ่งที่รัฐพึงระมัดระวังอย่างยิ่งในการทำสนธิสัญญา

หลังจากที่รัฐภาคีได้เจรจา (Negotiation) ตกลง และยกร่าง (Draft) สนธิสัญญา ตลอดจนพิจารณาร่างสนธิสัญญา จนได้ข้อบทของสนธิสัญญาตามที่รัฐภาคีเห็นชอบแล้ว ภาคีทั้งหลายก็จะให้การรับรองร่างสนธิสัญญา (Adoption) ที่เรียกว่าเป็นการรับรองชั่วคราว และให้ความเห็นชอบรับรองความถูกต้องแท้จริงของข้อบทของสนธิสัญญา (Authentication) ตามที่ได้ตกลงกันนั้น ขั้นต่อไปคือการที่รัฐภาคีพร้อมที่จะแสดงความยินยอมผูกพันตามสนธิสัญญา (Expressing consent to be bound by the treaty) อันเป็นการรับรองขั้นสุดท้าย ซึ่งการให้ความยินยอมของรัฐเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญานั้นสามารถกระทำได้หลายวิธี ซึ่งวิธีที่ได้รับความนิยม และเป็นทางปฏิบัติของรัฐส่วนใหญ่ได้แก่การลงนาม (Signature) การแลกเปลี่ยนตราสาสน์ (Exchange of instruments) การให้สัตยาบัน (Ratification) การยอมรับ (Acceptance) การให้ความเห็นชอบ (Approval) การภาคยานุวัติ (Accession) นอกจากนั้นการให้ความยินยอมผูกพันตามสนธิสัญญาของภาคีของสนธิสัญญายังอาจจะกระทำได้โดยวิธีอื่นๆตามที่รัฐภาคีของสนธิสัญญาจะได้ตกลงกัน หรืออาจจะโดยวิธีอื่นใดตามกฎหมายระหว่างประเทศ
การให้ความยินยอมของรัฐเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญาโดยการให้สัตยาบัน (Ratification) มีความจำเป็นหลายประการ กล่าวคือหลังจากที่รัฐได้เจรจา ตกลง ทำสนธิสัญญาแล้ว และได้รับรองข้อบทในสนธิสัญญา ตลอดจนได้บรรลุข้อบทที่แน่นอนแล้ว (A definitive text) รัฐจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการพิจารณา ทบทวนก่อนที่จะให้ความยินยอมขั้นสุดท้ายผูกพันรัฐต่อสนธิสัญญา หรือการรับรองขั้นสุดท้าย

เฉลยข้อสอบกฎหมายระหว่างประเทศ ภาค 2/2548
โดย ผศ.ดร.ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล

ข้อ 1. จงอธิบายถึงความเป็นมา การก่อตั้ง สถานภาพ และ เขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศ และอธิบายถึงปัญหาในทางปฏิบัติของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ

แนวตอบ
ความเป็นมา การก่อตั้ง สถานภาพของศาลอาญาระหว่างประเทศ
ศาลอาญาระหว่างประเทศได้รับการก่อตั้งขึ้น โดยการที่ประเทศต่างๆในประชาคมระหว่างประเทศ ต่างตระหนักถึงความโหดร้ายทารุณของอาชญากรรมที่ร้ายแร้งเช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และการใช้กำลังในการรุกราน ทั้งในลักษณะ ของการทำสงคราม และการใช้กำลังในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสันติสุขของ ประชาคมระหว่างประเทศ และ สมควรที่จะได้รับความร่วมมือระหว่างประเทศในการลงโทษบุคคลที่ก่อภัย กระทำอาชญากรรมเหล่านี้ โดยควรที่จะมีการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศที่มี เขตอำนาจในการลงโทษนักโทษดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นศาลอาญาถาวรระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกโดยผลของสนธิสัญญาพหุภาคีระหว่างประเทศ กล่าวคือ ธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งได้รับการจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1998 ในที่ประชุมใหญ่คณะทูตแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ (UNITED NATIONS DIPLOMATIC CONFERENCE OF PLENIPOTENTIARIES ON THE ESTABLISHMENT OF AN INTERNATIONAL CRIMINAL COURT) เพื่อที่จะส่งเสริมสนับสนุนหลักนิติธรรมและเพื่อเป็นหลักประกันว่าอาชญากรระหว่างประเทศที่โหดร้ายจะไม่รอดพ้นจากการถูกลงโทษ

ศาลอาญาระหว่างประเทศมีสถานะที่เป็นสถาบัน หรือ ศาล อิสระปราศจาก การแทรกแซง และ ครอบงำทางการเมือง และมีกลไกตลอดจนมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และถึงแม้จะได้รับการริเริ่มจัดตั้งโดยสหประชาชาติ และมีความสัมพันธ์กับสหประชาชาติก็ตาม แต่ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ไม่ได้เป็นองค์กรภายใต้สหประชาชาติ

ธรรมนูญกรุงโรมได้กำหนดเกี่ยวกับเขตอำนาจของศาล โครงสร้าง องค์กร การดำเนินงาน และกำหนดการเริ่มมีผลบังคับของธรรมนูญศาล กล่าวคือ 60 วันนับตั้งแต่มีรัฐภาคีสมาชิกให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม หรือมีรัฐเข้ามาภาคยานุวัติเป็นสมาชิก ได้จำนวนครบ 60 ประเทศ และธรรมนูญกรุงโรมได้เริ่มมีผลบังคับในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2002 และนับตั้งแต่วันดังกล่าวบุคคลใดที่กระทำผิดอาญาตามที่ธรรมนูญกรุงโรมกำหนดมีโอกาสที่จะถูกพิจารณาตัดสินลงโทษโดยศาลอาญาระหว่างประเทศนี้ได้ ที่ตั้งถาวรของศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันที่ตั้งชั่วคราวของศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งอยู่ที่ “DE ARC” เป็นอาคารที่สร้างขึ้นอยู่นอกเมืองของกรุงเฮก และศาลนี้จะย้ายมาประจำที่ ที่ตั้งถาวรเมื่ออาคาร สถานที่ของศาลได้สร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจในการสอบสวน กล่าวโทษ พิจารณาไต่สวน ดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลได้ โดยระบบของศาลอาญาระหว่างประเทศนี้เป็นระบบเสริม หรือช่วยเหลือ การดำเนินการของศาลภายในประเทศ และศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้าไปเกี่ยวข้องต่อเมื่อศาลภายในประวิงการดำเนินคดี หรือไม่สามารถดำเนินคดี หรือไม่ปรารถนาที่จะดำเนินคดีอาญาที่ร้ายแรงต่อมนุษยชาติดังกล่าวอย่างแท้จริง ศาลอาญาระหว่างประเทศยังมีบทบาทในการเข้าช่วยเหลือและดูแลรักษาสิทธิของเด็กและสตรีที่มักจะถูกละเลยในอันที่จะได้รับการคุ้มครองป้องกันสิทธิหรือได้รับการเยียวยาภายใต้กระบวนการยุติธรรม กล่าวคือเด็กและสตรีมักจะเป็นเหยื่อของความโหดร้าย ทารุณกรรมโดยไม่ได้รับความยุติธรรม ผู้กระทำผิดมักจะลอยนวลและไม่มีสถาบันระหว่างประเทศ หรือศาลใดเข้ามาหยิบยื่นความยุติธรรมให้ และผู้กระทำผิดมักไม่ได้รับการลงโทษอย่างสาสมกับความผิดที่ได้กระทำลง

เขตอำนาจศาลของศาลอาญาระหว่างประเทศ
เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาในสามด้านกล่าวคือ เขตอำนาจศาลเหนือคดีที่ศาลมีอำนาจพิจารณา เขตอำนาจศาลเหนือบุคคล และเขตอำนาจศาลในเรื่องเวลา นอกจากนั้น ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจ ครอบคลุมดินแดนของรัฐภาคีสมาชิก และรัฐอื่นที่ยอมรับเขตอำนาจศาล
1. อาชญากรรมที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ
เขตอำนาจของศาลในการดำเนินคดีอาญาจำกัดเพียงคดีอาญาที่ร้ายแรงที่สุด ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทบต่อประชาคมระหว่างประเทศทั้งมวล กล่าวคือศาลมีเขตอำนาจพิจารณาคดีตามธรรมนูญศาลในคดี ต่อไปนี้
(ก) คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (The Crime of Genocide)
(ข) คดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes against humanity)
(ค) คดีอาชญากรรมสงคราม (War crimes)
(ง) คดีอาชญากรรมการรุกราน (The crime of aggression)
2. เขตอำนาจศาลในเรื่องเวลา
ศาลอาญาระหว่างประเทศ เริ่มมีอำนาจพิจารณาดำเนินคดีในความผิดฐานต่างๆที่กล่าวมาแล้วได้ต่อเมื่อธรรมนูญศาลเริ่มมีผลบังคับ กล่าวคือธรรมนูญศาลไม่มีผลย้อนหลัง จะมีผลต่อเมื่อธรรมนูญศาลเริ่มใช้บังคับแล้วเท่านั้น
3. เขตอำนาจศาลเหนือบุคคล
ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจในการพิจารณาคดี เหนือบุคคลธรรมดาเท่านั้น ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นอาชญากร กระทำผิดตามความผิดที่กำหนดไว้ในมาตรา 5 แห่งธรรมนูญศาล ดังนั้นบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จึงไม่อาจถูกพิจารณา พิพากษาคดีโดยศาลอาญาระหว่างประเทศได้ และศาลจะลงโทษบุคคลเฉพาะผู้ที่กระทำผิดเป็นการเฉพาะรายไป (Individual criminal responsibility)

ปัญหาในทางปฏิบัติของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกของธรรมนูญกรุงโรม
สำหรับปัญหาในทางปฏิบัติของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น คือ สถานะของศาลอาญาระหว่างประเทศ กับประเทศไทยนั้น เป็นประเด็นที่สำคัญ เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมในการประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ และการประชุมคณะทูตแห่งสหประชาชาติ และได้ร่วมรับรองธรรมนูญกรุงโรม แต่ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีสมาชิก ให้สัตยาบัน ธรรมนูญกรุงโรม ทั้งนี้ ณ. วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2004 มีรัฐสมาชิกให้สัตยาบันธรรมนูญของศาล ทั้งหมด 94 ประเทศ แต่ ณ. วันดังกล่าวประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีของธรรมนูญกรุงโรม โดยการให้สัตยาบันแต่อย่างใด และไทยยังคงมีปัญหาหลายประการในการเป็นสมาชิก ทั้งนี้ ไทยมีปัญหาทั้งในด้านนโยบาย และ ทางเทคนิค อีกทั้งปัญหาเกี่ยวกับพันธะกรณีที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับประเทศอื่นซึ่ง พันธะกรณีดังกล่าว อาจจะขัดแย้งกับภารกิจ หรือพันธะในการปฏิบัติตามหน้าที่ และ ความร่วมมือกับศาลอาญาระหว่างประเทศ เช่นประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาในการที่จะไม่ส่งตัวผู้ต้องหาอเมริกันให้แก่ศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นต้น ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเป็นภาคีสมาชิกของศาลได้เนื่องจากรัฐภาคีไม่สามารถตั้งข้อสงวนในธรรมนูญของศาลได้ และต้องปฏิบัติตามพันธะกรณีภายใต้ธรรมนูญของศาล อีกทั้งศาลอาญาระหว่างประเทศย่อมมีเขตอำนาจของศาลเหนือดินแดนของรัฐภาคีสมาชิกด้วย นอกจากนี้ประเทศไทย ยังมีปัญหาทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับฐานความผิดที่แตกต่างกันระหว่างประมวลกฎหมายอาญา และธรรมนูญศาล เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลเหนือคดี และ ในเรื่องการรับรองเอกสิทธิ และความคุ้มกันของศาลอาญาระหว่างประเทศ อีกทั้งนโยบายของประเทศต่อกรณี ความผิดดังกล่าว

วิเคราะห์
ข้อสอบข้อนี้มีจุดประสงค์ที่จะประเมินความเข้าใจของนักศึกษาเกี่ยวกับศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่านักศึกษาสามารถเข้าใจ เหตุผล เจตนารมณ์ในการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไม่ สามารถอธิบายสถานภาพทางกฎหมายของศาลอาญาระหว่างประเทศ ตลอดจนเขตอำนาจของศาล และ การดำเนินงานของศาลอาญาระหว่างประเทศได้หรือไม่ นอกจากนั้นยังประเมินความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาในทางปฏิบัติของศาลอาญาระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในทางปฏิบัติของประเทศไทย การเข้าเป็นภาคีสมาชิก ปัญหาในการปฏิบัติตามพันธกิจของศาลอาญาระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาการตอบข้อสอบข้อนี้ของนักศึกษา ส่วนใหญ่คือ ไม่สามารถแยกแยะระหว่างศาลอาญาระหว่างประเทศ กับ ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศอื่นๆ จึงไม่สามารถอธิบายได้ว่าที่มา เหตุผล หลักการเป็น อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถอธิบายถึงเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศได้เลย ตอบสับสน โดยไปตอบเกี่ยวกับความผิดที่องค์การตำรวจสากลสามารถดำเนินคดีได้

นักศึกษาที่ตอบผิดอีกกลุ่มหนึ่งมักไปตอบเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และ สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากนั้นก็ไปนำเรื่อง กฎหมายขัดกันทางแพ่งมาตอบก็มี

ส่วนนักศึกษาที่ตอบถูกแนวทางแต่ก็ตอบไม่ครอบคลุมครบถ้วนทุกประเด็น มักจะตอบเพียงความผิด 4 ประเภท ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถพิจารณา ดำเนินคดีได้เท่านั้น แต่ไม่ได้ตอบเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลเหนือบุคคล และ เรื่องเวลา จึงทำให้ได้คะแนนน้อยไปโดยลำดับ

แนะนำให้นักศึกษาอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ครอบคลุม ชัดเจน และทำความเข้าใจให้ดี สามารถแยกแยะประเด็นต่างๆได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน

ข้อ 2. นาย Jean Paul ชาวฝรั่งเศส ซึ่งยืนอยู่ที่ชายแดนฝั่งประเทศฝรั่งเศส ได้ซุ่มดักยิง นาย Roberto ชาวอิตาลีซึ่งมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยนาย Roberto ถูกยิงที่ชายแดนระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นผลให้นาย Roberto เสียชีวิตทันทีในฝั่งประเทศสวิสเซอร์แลนด์ขณะที่ถูกยิงนั้นเอง ต่อมาตำรวจของประเทศสวิสเซอร์แลนด์จับกุมตัว นาย Jean Paul ได้ที่ชายแดนระหว่างประเทศสวิสเซอร์แลนด์และประเทศเยอรมนี ขณะกำลังหลบหนีข้ามไปประเทศเยอรมนี ดังนี้รัฐบาลประเทศใดมีอำนาจดำเนินคดีและจับกุมนาย Jean Paul ได้ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และ โดยอาศัยหลักมูลฐานใดตามกฎหมายระหว่างประเทศ

แนวตอบ
หลักกฎหมาย
ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เขตอำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจตามกฎหมายของรัฐเหนือบุคคล ทรัพย์สิน หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาเขตอำนาจรัฐในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของแนวความคิดว่าด้วยอธิปไตยแล้ว อาจแบ่งเขตอำนาจรัฐออกเป็น เขตอำนาจในทางนิติบัญญัติ เขตอำนาจในทางศาล และเขตอำนาจในการบังคับการตามกฎหมายในทางบริหาร

ขอบเขต ของเขตอำนาจรัฐ อาจจำแนกเขตอำนาจของรัฐออก ดังนี้
1) เขตอำนาจในการสร้างหรือบัญญัติกฎหมาย โดยฝ่ายนิติบัญญัติ
2) เขตอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายหรือบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยฝ่ายตุลาการ และโดยฝ่ายบริหาร
สำหรับมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ เนื่องมาจากหลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1) หลักดินแดน
2) หลักสัญชาติ
3) หลักสากล
4) หลักป้องกัน
5) หลักผู้ถูกกระทำ

เขตอำนาจรัฐตามหลักดินแดน มีสาระสำคัญคือ รัฐมีเขตอำนาจที่สมบูรณ์เหนือบุคคล ทรัพย์สิน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏหรือเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐ โดยไม่ต้องคำนึงว่าบุคคลนั้นมีสัญชาติใด หรือทรัพย์สินนั้นเป็นของบุคคลสัญชาติใด ดังนั้น บุคคลทุกคนที่อยู่ภายในดินแดนของรัฐจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายภายในของรัฐนั้น และหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐใด รัฐนั้นย่อมใช้เขตอำนาจตามหลักดินแดนแก่ผู้กระทำความผิด หรือทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้กระทำนั้นจะมีสัญชาติใด

หลักที่ว่ารัฐมีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐนั้น มีปัญหาสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่า ดินแดนของรัฐมีขอบเขตแค่ไหน และ เมื่อใดจึงจะถือว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐ ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ในบางครั้งการกระทำความผิดก็มิได้เกิดขึ้นและเสร็จสิ้นลง ภายในดินแดนของรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น แต่การกระทำความผิดอาจเริ่มขึ้นภายในดินแดนของรัฐหนึ่งและไปเสร็จสิ้นภายในดินแดนของอีกรัฐหนึ่ง
ข้างต้น ก่อให้เกิดแนวความคิดซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ทฤษฎี ดังนี้
1. ทฤษฎีเขตอำนาจเหนือดินแดนตาม หลักอัตตวิสัย (subjective territoriality) ตามทฤษฎีนี้ รัฐมีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดซึ่งเริ่ม (commencing) ภายในดินแดนของรัฐนั้น แม้ว่าบางส่วนของความผิด (some element of offence) หรือการบรรลุผลสำเร็จของการกระทำความผิด (completion of offence) จะเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐอื่นก็ตาม
2. ทฤษฎีเขตอำนาจเหนือดินแดนตามหลักภาวะวิสัย (objective territoriality) ตามทฤษฎีที่สองนี้ ใช้ในกรณีที่การกระทำความผิดเริ่มขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐ แต่ได้เสร็จสิ้นลง หรือบรรลุผลสำเร็จภายในดินแดนของรัฐนั้น ดังนั้น จึงเรียกทฤษฎีนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “ทฤษฎีผลของการกระทำ” (effects doctrine) เพราะเหตุที่ทฤษฎีดังกล่าว รับรองเขตอำนาจของรัฐซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดผลของการกระทำความผิด

กฎหมายระหว่างประเทศยอมรับว่า การใช้เขตอำนาจของรัฐเหนือดินแดนของตนนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาด (Exclusive right) ของรัฐนั้น แต่ก็อาจมีข้อยกเว้นบางประการที่เกิดขึ้นตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือโดยความตกลงระหว่างรัฐได้ ดังเช่นในกรณีของบุคคลบางประเภทซึ่งได้รับความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ จากการใช้เขตอำนาจรัฐเหนือดินแดน อันได้แก่
1. ความคุ้มกันของบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูต
2. ความคุ้มกันของบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุล
3. ความคุ้มกันของเจ้าพนักงานองค์การระหว่างประเทศ
4. ความคุ้มกันของรัฐต่างประเทศ เป็นต้น

เขตอำนาจรัฐตามหลักสัญชาติ ถือว่าสัญชาติเป็นสิ่งเชื่อมโยงที่ทำให้รัฐสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือบุคคลซึ่งถือสัญชาติของรัฐ ตลอดจนทรัพย์สินที่มีสัญชาติของรัฐโดยไม่ต้องคำนึงว่าบุคคลหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ที่ใด โดยอาศัย ความเชื่อมโยง ระหว่างบุคคลกับชาตินั้นๆ เช่น ในกรณีบุคคลธรรมดา พิจารณาถึง ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือกรณีนิติบุคคล พิจารณาสถานประกอบการ สถานที่จดทะเบียน สัญชาติขยายถึง เรือ อากาศยาน เป็นต้น

เขตอำนาจของรัฐตามหลักผู้ถูกกระทำ (Passive Personality Principle)
ตามหลัก Passive personality นั้น การใช้เขตอำนาจของรัฐมีมูลฐานมาจากสัญชาติของบุคคล เช่นเดียวกันกับการใช้เขตอำนาจของรัฐตามหลักสัญชาติ แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้างระหว่างหลักสัญชาติและหลัก passive personality กล่าวคือ หลักสัญชาติจะอาศัย สัญชาติของผู้กระทำความผิด (nationality of the perpetrator) เป็นมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ ในขณะที่หลัก passive personality กลับใช้ สัญชาติของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือได้รับผลร้ายจากการกระทำความผิด (nationality of the victim) เป็นมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ

สาระสำคัญของหลัก Passive personality หรือหลักผู้ถูกกระทำนี้ก็คือ รัฐมีเขตอำนาจเหนือคนต่างด้าวซึ่งกระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลสัญชาติของรัฐนั้น แม้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐนั้นก็ตาม
เขตอำนาจรัฐตามหลักป้องกัน (Protective Principle) ก็คือ รัฐสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือบุคคลผู้กระทำการอันถือได้ว่าเป็นภัยหรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ แม้ว่าผู้กระทำจะมิใช่บุคคลสัญชาติของรัฐ และการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐก็ตามเหตุผลที่เป็นพื้นฐานสนับสนุนการใช้เขตอำนาจรัฐตามหลักการนี้ มีอยู่สองประการ คือ
1. รัฐมีสิทธิในการป้องกันผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งของตนเอง เนื่องจากรัฐไม่อาจหวังพึ่งได้อย่างแท้จริงว่ารัฐอื่นจะให้ความคุ้มครองผลประโยชน์ที่สำคัญของรัฐ หรือไม่อาจคาดหวังว่ารัฐอื่นจะปกป้องผลประโยชน์ของรัฐในขอบเขตที่รัฐต้องการหรือถือว่าจำเป็น
2. ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ว่า หากรัฐไม่ใช้หลักป้องกัน ผู้กระทำความผิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐอาจหลุดรอดจากการลงโทษไปได้ด้วยเหตุว่า การกระทำของบุคคลต่างด้าวนั้นอาจไม่เป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่ผู้กระทำอาศัยอยู่ขณะกระทำการนั้น หรือการขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาจถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง
ข้อสังเกตของหลักป้องกันก็คือ ผลของการกระทำความผิดไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริงภายในดินแดนของรัฐที่ถูกล่วงละเมิด ตามหลักป้องกัน รัฐจึงอาจใช้เขตอำนาจของตนได้ภายในขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดซึ่งจะเป็นภัยหรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

เขตอำนาจรัฐตามหลักสากล มีสาระสำคัญคือ อาชญากรรมบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับส่วนได้เสียในระดับสากล (Universal interest) กล่าวคือ เป็นการกระทำที่ถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อความสงบสุขของประชาคมระหว่างประเทศโดยส่วนรวม และถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายนานาชาติ (dilicta jurius gentium) ดังนั้น กฎหมายระหว่างประเทศจึงให้รัฐใด ๆ ก็ตามสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือการกระทำความผิดดังกล่าวได้ แม้ว่าการกระทำความผิดนั้นได้เกิดขึ้นนอกดินแดนของรัฐ ผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายจากการกระทำความผิดนั้นมิใช่คนสัญชาติของรัฐก็ตาม การใช้เขตอำนาจเช่นว่านี้เรียกว่า เขตอำนาจสากล (Universal jurisdiction) ซึ่งมีความเชื่อมโยงอยู่กับ ลักษณะ (nature) ของความผิดหรืออาชญากรรมอันเป็นภัยต่อประชาคมระหว่างประเทศ และเป็นที่ชัดเจนว่าเขตอำนาจสากลนี้ได้รับการยอมรับก็เพื่อเป็นการประกันว่า ผู้กระทำความผิดลักษณะดังกล่าวจะไม่สามารถหลุดรอดพ้นการลงโทษไปได้

ความผิดซึ่งได้รับการยอมรับว่าอยู่ภายใต้เขตอำนาจรัฐตามหลักสากลนั้น มีอยู่จำนวนน้อยมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดซึ่งตำรากฎหมายระหว่างประเทศมักอ้างถึง ได้แก่ การกระทำอันเป็นโจรสลัด (Piracy) ซึ่งกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้รับรองมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษในฐานะที่เป็นอาชญากรรมซึ่งรัฐทุกรัฐมีอำนาจที่จะจับกุม นอกจากนี้ก็ยังมีความผิดที่สำคัญอื่นๆ เช่น การจี้ เครื่องบิน การจับคนเป็นตัวประกัน การลักลอบค้ายาเสพติด การก่อการร้าย

นอกจากนี้ยัง มีความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ภายใต้ธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่มีเขตอำนาจในการดำเนินคดี ที่ร้ายแร้ง คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และ อาชญากรรมรุกราน ซึ่งรัฐภาคีสมาชิก หรือรัฐที่ยอมรับเขตอำนาจศาล สามารถให้ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินคดีได้

วินิจฉัย
1. รัฐบาลของประเทศสวิสเซอร์แลนด์มีเขตอำนาจศาลเหนือคดี ที่นาย Jean Paul ได้กระทำผิดตามหลักดินแดนตามหลักภาวะวิสัย (objective territoriality) เนื่องจาก การกระทำความผิดเริ่มขึ้นภายนอกดินแดนของสวิสเซอร์แลนด์ กล่าวคือ เริ่มเกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส แต่ได้เสร็จสิ้นลง หรือบรรลุผลสำเร็จภายในดินแดนของสวิสเซอร์แลนด์ ทั้งนี้ตาม “ทฤษฎีผลของการกระทำ” (effects doctrine) ซึ่งรับรองเขตอำนาจของรัฐซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดผลของการกระทำความผิด
2. รัฐบาลของประเทศ ฝรั่งเศสมีเขตอำนาจศาลเหนือคดีที่ นาย Jean Paul ได้กระทำผิดตามหลักดินแดน ซึ่งมี เขตอำนาจเหนือดินแดนตาม หลักอัตตวิสัย (subjective territoriality) เนื่องจากฝรั่งเศส มีเขตอำนาจเหนือการกระทำความผิดซึ่งเริ่ม (commencing) ภายในดินแดนของรัฐนั้น แม้ว่าบางส่วนของความผิด (some element of offence) หรือการบรรลุผลสำเร็จของการกระทำความผิด (completion of offence) จะเกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐอื่น คือ สวิสเซอร์แลนด์ก็ตาม
และฝรั่งเศส มีเขตอำนาจรัฐเหนือคดีนี้ ตามหลักสัญชาติด้วย หลักสัญชาติจะอาศัย สัญชาติของผู้กระทำความผิด (nationality of the perpetrator) เป็นมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ
3. รัฐบาลของประเทศ อิตาลี มีเขตอำนาจศาลเหนือคดีที่ นาย Jean Paul ได้กระทำผิดตามหลักเขตอำนาจของรัฐตามหลักผู้ถูกกระทำ (Passive Personality Principle) โดยอาศัยสัญชาติของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือได้รับผลร้ายจากการกระทำความผิด (nationality of the victim) เป็นมูลฐานของเขตอำนาจรัฐ ซึ่งสาระสำคัญของหลัก passive personality หรือหลักผู้ถูกกระทำนี้ก็คือ รัฐมีเขตอำนาจ เหนือคนต่างด้าวซึ่งกระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลสัญชาติของรัฐนั้น แม้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นภายนอกดินแดนของรัฐนั้นก็ตาม

วิเคราะห์
ข้อสอบข้อนี้มีวัตถุประสงค์ในการประเมินความรู้ของนักศึกษา ว่า มีความเข้าใจหลักกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องเขตอำนาจของรัฐอย่างถูกต้องหรือไม่ และสามารถนำหลักกฎหมาย และทฤษฎีต่างๆมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ถูกต้องหรือไม่

ปัญหาการตอบข้อสอบของนักศึกษา นักศึกษาที่ตอบไม่ได้ส่วนมาก ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเขตอำนาจของรัฐ ไม่สามารถตอบได้อย่างถูกต้องว่าเขตอำนาจของรัฐเป็นอย่างไร บางคนตอบได้ไม่ครบถ้วน ขาดตกบกพร่อง เมื่อไม่ทราบเกี่ยวกับเขตอำนาจของรัฐ จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าประเทศใดมีอำนาจในการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด บางท่านไม่สามารถวิเคราะห์ว่าประเทศที่มีอำนาจดำเนินคดีนั้น มีอำนาจโดยมูลฐานใดตามหลักกฎหมาย

นักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่นำเรื่องกฎหมายขัดกันมาตอบซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล และนำเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาตอบโดยไม่ได้วิเคราะห์เรื่องเขตอำนาจศาลก่อน และไม่ได้วิเคราะห์ว่าประเทศใดบ้างมีอำนาจในการดำเนินคดี

บางท่านตอบถูกแต่ไม่ครบถ้วน บางท่านตอบแต่ประเทศที่มีอำนาจดำเนินคดี แต่ไม่ได้อธิบายหลักกฎหมาย และ ไม่สามารถอธิบายว่าประเทศเหล่านั้นที่มีอำนาจดำเนินคดี มีหลักเกณฑ์ และมูลฐานใดในการดำเนินคดี จึงทำให้ได้คะแนนน้อยไปตามเกณฑ์

ข้อ 3. จงอธิบายหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศตามทฤษฎีกฎหมายระหว่างประเทศ และประเทศไทยมีหลักการในการยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศอย่างไร

แนวตอบ
การยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ หมายถึง การที่ศาลของประเทศที่ได้รับการร้องขอ ทำการยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ โดยไม่ต้องมีการบังคับ ซึ่งถ้าคำพิพากษานั้นได้รับการยอมรับแล้ว ก็ย่อมมีผลในประเทศที่ทำการยอมรับ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นที่คำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ที่ได้รับการยอมรับแล้วจะได้รับการบังคับด้วย เช่น ตามสภาพคำพิพากษาต่างประเทศในบางลักษณะ อาจไม่จำเป็นต้องขอให้มีการบังคับ เช่น คำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ที่มีเจตนารมณ์เพียงประกาศรับรอง ยืนยันสิทธิของคู่กรณีเท่านั้น (Declaratory judgment) ได้แก่ คำพิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน หรือให้การสมรสเป็นโมฆะ หรือ ในบางกรณีอาจเป็นการที่คู่ความ หรือผู้มีส่วนได้เสีย อ้างคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นนอกจากการบังคับคดี เช่น คำพิพากษาศาลต่างประเทศให้ยกฟ้อง หรือฟ้องแย้ง และจำเลยในคดีดังกล่าว ได้อ้างคำพิพากษานั้นเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในคดีเดียวกับที่โจทก์นำมาฟ้องในอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งถ้าคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้นได้รับการยอมรับ ก็ย่อมมีผลไม่ให้โจทก์มาฟ้องร้องในเรื่องเดิมยังศาลแห่งประเทศที่ให้การยอมรับคำพิพากษาสาลต่างประเทศอีกต่อไป เพราะถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ตามหลัก res judicata

เหตุที่ต้องมีการยอมรับคำพิพากษาศาลต่างประเทศเนื่องจาก โดยหลักเกณฑ์ เรื่องอำนาจอธิปไตย คำพิพากษาของประเทศใดย่อมมีขอบเขตการบังคับใช้ภายในดินแดนของประเทศนั้นเท่านั้น จะนำไปบังคับในรัฐอื่นไม่ได้ แต่ความเป็นจริงในสังคมโลกปัจจุบัน คนชาติของรัฐต่างๆ ได้มีการติดต่อ สื่อสาร และผูกสัมพันธ์กันมากขึ้น ปัญหาที่เกิดจากการบังคับตามคำพิพากษาย่อมมีมากขึ้น จึงจำเป็นที่รัฐต่างๆ ต้องหันมาร่วมมือกันที่จะจำกัดการใช้อำนาจอธิปไตย ในการยอมรับ และบังคับการตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ เพื่อเอื้ออำนวยซึ่งกัน และกันในระบบศาล

ทฤษฎีในการยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประกอบด้วย ทฤษฎีต่างๆ ได้แก่ หลักอัธยาศัยไมตรี (Doctrine of Comity) และ หลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ (Reciprocity Doctrine) หลักแห่งพันธกรณี (Doctrine of Obligation) หลักแห่งสิทธิที่ได้มาแล้ว (Doctrine of Acquired Right or Theory of Vested Right) หมายความถึง การที่ประเทศ สองประเทศ หรือหลายประเทศต่างช่วยเหลือยอมรับ และบังคับตามคำพิพากษาของกันและกัน โดยอาศัยรากฐานมาจากแนวคิดในเรื่องหลักการปฏิบัติต่างตอบแทนในลักษณะที่เหมือนกัน หรือเท่าเทียมกัน สำหรับหลักแห่งพันธกรณีนั้น มีสาระสำคัญว่า คำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ที่มีอำนาจศาลเหนือจำเลยย่อม กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่ หรือ ความผูกพัน ที่จะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น ซึ่งศาลนั้นรวมทั้งศาลอื่นๆ ก็ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องบังคับตามหนี้แห่งคำพิพากษานั้นให้ด้วย ส่วนหลักแห่งสิทธิที่ได้มาแล้ว เห็นว่าการที่ศาลของประเทศหนึ่ง ประเทศใดทำการยอมรับ และบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้น เป็นเรื่องของการยอมรับ และบังคับตามสิทธิที่ได้รับมาแล้วตามคำพิพากษานั้น หาใช่เป็นการยอมรับ และบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศโดยตัวของมันเองไม่

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการยอมรับ และบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ พิจารณาได้ดังต่อไปนี้ คือ
1. ศาลต่างประเทศต้องมีอำนาจศาลในการพิจารณาคดี (Competent Jurisdiction)
2. คำพิพากษาศาลต่างประเทศจะต้องถึงที่สุดและเสร็จเด็ดขาด (Finally and Conclusiveness of Foreign Judgment)
3. ถ้าเป็นคำพิพากษาเกี่ยวกับหนี้เหนือบุคคล คำพิพากษานั้นต้องกำหนดให้ชำระหนี้เป็นจำนวนที่แน่นอน (Fixed Sum)
4. เมื่อคำพิพากษาศาลต่างประเทศมีองค์ประกอบครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ดังกล่าวแล้ว คำพิพากษาศาลต่างประเทศก็จะมีผลเด็ดขาดในประเทศที่ได้รับคำร้องขอให้ยอมรับคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้น (Conclusiveness of Foreign Judgments)
5. การควบคุมการยอมรับคำพิพากษาศาลต่างประเทศ กล่าวคือ ศาลที่ได้รับคำร้องมีอำนาจที่จะควบคุมการยอมรับ และบังคับการตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศได้ โดยการปฏิเสธการยอมรับคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้นๆ ที่ได้มาโดยการฉ้อฉล หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี หรือขัดต่อหลักแห่งความยุติธรรม

ประเทศไทยไม่มีหลักกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ
ความตกลงระหว่างประเทศในเรื่องนี้ก็ไม่มี แนวคำพิพากษาฏีกาในเรื่องนี้ก็มีเพียง 2 เรื่อง ซึ่งศาลได้อ้างอิงหลักการยอมรับ และบังคับการตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ ของศาลอังกฤษ ทั้งในเรื่องแนวความคิด หลักเกณฑ์ และวิธีการมาเป็นหลักในการพิจารณา กล่าวคือยึดถือหลักการเคารพซึ่งกันและกันในระหว่างนานาประเทศทั้งหลาย ประเทศหนึ่งจะยอมรับ บังคับบัญชา ถือตามคำพิพากษาของศาลในอีกประเทศหนึ่ง ซึ่ง เป็นแนวคิดตามหลักอัธยาศัยไมตรีนั่นเอง และ ยอมรับหลักแห่งพันธกรณีแทรกซ้อนเข้ามาด้วย และ คำพิพากษาศาลต่างประเทศต้องถึงที่สุดและเสร็จเด็ดขาด

วิเคราะห์
ข้อสอบข้อนี้มีวัตถุประสงค์ในการประเมินความเข้าใจของนักศึกษา เกี่ยวกับ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ เหตุผล และทฤษฎีว่าด้วยการยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ ตลอดจนประเมินความเข้าใจของนักศึกษาในเรื่องแนวทางปฏิบัติของประเทศไทยในการยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ

ปัญหาในการตอบข้อสอบของนักศึกษา จากการตรวจข้อสอบข้อนี้พบว่านักศึกษาที่ตอบผิดไมได้อ่านหนังสือ หรือไม่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวอย่างมาก เพราะไม่ได้อธิบายหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หรือแนวคิด ทฤษฎีกฎหมายแต่ประการใดเลย มักจะตอบไปตามความรู้สึกนึกคิดของตนเองโดยไม่ได้อิงหลักเกณฑ์แต่อย่างใด และตอบผิดอย่างมาก อีกเช่นกันที่นักศึกษานำเอาเรื่องกฎหมายขัดกันมาตอบโดยไม่ได้พิจารณาโจทย์เลย บางคนตอบเรื่องศาลโลก หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และบางท่านนำเอาเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศมาตอบ บางท่านนำเอาเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศมาตอบ

นักศึกษาที่ตอบถูก มักจะตอบไม่ครบถ้วนไม่ครอบคลุม บางคนตอบมาสอง สามบรรทัดเท่านั้น ไม่ได้อธิบายหลักกฎหมาย จึงทำให้ได้คะแนนน้อยตามลำดับ

สรุป ปัญหาการตอบข้อสอบของนักศึกษาทั้งสามข้อพบว่า มีปัญหาโดยลำดับดังนี้
1. ไม่ได้อ่านหนังสือ อ่านไม่จบ อ่านไม่ครบถ้วน อ่านไม่เข้าใจ อ่านไม่ละเอียด
2. ไม่สามรถแยกแยะประเด็นได้ ว่าเป็นเรื่องอะไร
3. ไม่สามารถเข้าใจหลักกฎหมายระหว่างประเทศในแต่ละเรื่อง อย่างถ่องแท้
4. ตอบตามข้อสอบเก่าโดยไม่ได้ดูประเด็นโจทย์ที่ถามเลย
5. ไม่ได้เขียนตอบ ตอบไม่ได้ความ ตอบรวบรัดจนเกินไป ไม่ครบถ้วน
หมายเหตุ นักศึกษามักฉวยโอกาสอ้างว่าไม่ได้รับหนังสือ ซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงเพราะข้อสอบทุกข้อ ออกจากหนังสือเล่มที่ส่งให้ล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว สำหรับเล่มที่ส่งล่าช้า ออกข้อสอบปรนัยเพียง 4 ข้อ แต่นักศึกษาไม่ต้องทำสอบ ไม่คิดคะแนน จึงไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด

เฉลยข้อสอบกฎหมายระหว่างประเทศ ภาค 1/2548 โดย ผศ.ดร.ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล

ข้อ 1. จงอธิบายผลทางกฎหมายระหว่างประเทศของการที่ประเทศ SUN SHINE เข้าโจมตีประเทศ SUN SET โดยอ้างว่าประเทศ SUN SET มีการสะสมอาวุธสงครามที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพของโลก เช่น อาวุธชีวภาพ สารเคมี อาวุธนิวเคลียร์ โดยการขอมติจากสหประชาชาติ พร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบการอธิบาย และวิเคราะห์ด้วย
แนวตอบ
หลักกฎหมาย
กฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดเกี่ยวกับกลไก และมาตรการต่างๆในการรักษาสันติภาพของโลก โดยบัญญัติไว้ในมาตราต่างๆ ดังต่อไปนี้
มาตรา 2
(3). สมาชิกทั้งปวง จะต้องระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศของตนโดยสันติวิธีในลักษณะการเช่นที่จะไม่เป็นอันตรายแก่สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและความยุติธรรม
(4). ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สมาชิกทั้งปวงจักต้องละเว้นการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขต หรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใดๆ หรือการกระทำในลักษณะการอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของสหประชาชาติ
มาตรา 35
(1).สมาชิกใดๆของสหประชาชาติอาจนำกรณีพิพาทใดๆ หรือสถานการณ์ใดๆตามลักษณะที่กล่าวถึงในมาตรา 34 มาเสนอคณะมนตรีความมั่นคง หรือสมัชชาได้
(2).รัฐที่มิได้เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ อาจนำกรณีพิพาทใดๆ ซึ่งตนเป็นฝ่ายนำมาเสนอคณะมนตรี ความมั่นคงหรือสมัชชาได้ ถ้ารัฐนั้นยอมรับล่วงหน้าซึ่งข้อผูกพันแห่งการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรฉบับปัจจุบันเป็นความมุ่งหมายในการระงับข้อพิพาท
มาตรา 34 กฎบัตรสหประชาชาติ บัญญัติไว้ว่า คณะมนตรีความมั่นคง อาจสืบสวนกรณีพิพาทใดๆ หรือ สถานการณ์ใดๆ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การกระทบกันระหว่างประเทศ หรือก่อให้เกิดกรณีพิพาท เพื่อกำหนดลงไปว่าการดำเนินอยู่ต่อไปของกรณีพิพาท หรือสถานการณ์นั้นๆน่าจะเป็นอันตรายแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
มาตรา 33
(1). ผู้เป็นฝ่ายในกรณีพิพาทใดๆ ซึ่งหากดำเนินอยู่ต่อไปน่าจะเป็นอันตรายแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ ก่อนอื่นจักต้องแสวงหาการแก้ไข โดยการเจรจา การไต่สวน การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม อนุญาโตตุลาการ การระงับข้อพิพาทโดยทางศาล การหันเข้าอาศัยทบวงการตัวแทน หรือการตกลงส่วนภูมิภาค หรือสันติวิธีประการอื่นใดที่คู่กรณีอาจจะพึงเลือก
(2).เมื่อเห็นว่าจำเป็น คณะมนตรีความมั่นคงจักเรียกร้องให้คู่พิพาทระงับกรณีพิพาทของตนโดยวิธีเช่นว่านั้น
มาตรา 36
(3).ในการทำคำแนะนำตามมาตรานี้ คณะมนตรีความมั่นคงชอบที่จะพิจารณาด้วยว่า กรณีพิพาทในทางกฎหมายนั้น ตามหลักทั่วไปควรให้คู่พิพาทเสนอต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญของศาลนั้น
มาตรา 37
(1).หากผู้เป็นฝ่ายแห่งกรณีพิพาทอันมีลักษณะตามที่กล่าวถึงในมาตรา 33 ไม่สามารถระงับกรณีพิพาทโดยวิธีที่ได้ระบุไว้ในมาตรานี้แล้ว ก็ให้ส่งเรื่องนั้นไปเสนอคณะมนตรีความมั่นคง
(2).ถ้าคณะมนตรีความมั่นคง เห็นว่า โดยพฤติการณ์ การดำเนินต่อไปแห่งกรณีพิพาทน่าจะเป็นอันตรายต่อการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศแล้วก็ให้วินิจฉัยว่าจะดำเนินการตามมาตรา 36 หรือจะแนะนำข้อตกลงระงับกรณีพิพาทเช่นที่จะพิจารณาเห็นเหมาะสม
มาตรา 41
คณะมนตรีความมั่นคง อาจวินิจฉัยว่าจะต้องใช้มาตรการอันใดอันไม่มีการใช้กำลังอาวุธ เพื่อยังผลให้เกิดคำวินิจฉัยของคณะมนตรี และอาจเรียกร้องให้สมาชิกแห่งสหประชาชาติใช้มาตรการเช่นว่านั้น มาตรการเหล่านี้อาจรวมถึงการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และการคมนาคมทางรถไฟ ทางทะเล ทางอากาศ ทางไปรษณีย์ ทางโทรเลข ทางวิทยุ และวิถีทางคมนาคมอย่างอื่นโดยสิ้นเชิง หรือแต่บางส่วน และการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตด้วย
มาตรา 42
หากคณะมนตรีความมั่นคงพิจารณาเห็นว่ามาตรการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 41 ไม่น่าจะเพียงพอ หรือได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ คณะมนตรีก็อาจดำเนินการใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดิน เช่นที่เห็นจำเป็นเพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ การดำเนินการเช่นว่านี้อาจรวมถึงการแสดงแสนยานุภาพ การปิดล้อม และการปฏิบัติการอย่างอื่น โดยกำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดินของบรรดาสมาชิกสหประชาชาติ

วินิจฉัย
โดยหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทุกประเทศจะต้องอยู่ด้วยกันโดยสันติวิธี และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังระหว่างกัน อีกทั้งต้องระงับกรณีพิพาทระหว่างกันโดยสันติวิธีก่อนที่จะนำไปสู่กระบวนการใดๆที่จะเป็นอันตรายต่อสันติภาพของโลก ทั้งนี้ตามมาตรา 2 ประกอบมาตรา 33 วรรค 1 ของกฎบัตรสหประชาชาติ กรณีจากข้อเท็จจริง โดยหลักการแล้ว การที่ประเทศ SUN SHINE จะยกกองกำลังเข้าโจมตีประเทศ SUN SET ได้นั้นพึงต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติในทุกขั้นตอนเสียก่อน ก่อนที่จะมีการใช้กำลังกัน ทั้งนี้โดยกลไกของสหประชาชาติในการรักษาสันติภาพของโลก ได้เปิดโอกาสให้รัฐสมาชิกของสหประชาชาติ (มาตรา 35 วรรค 1) หรือแม้แต่รัฐอื่นใดที่ไม่ใช่สมาชิก (มาตรา 35 วรรค 2) สามารถที่จะเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคง หรือสมัชชาใหญ่ (มาตรา 11 ประกอบมาตรา 35) ให้ความสนใจและเข้าไปตรวจสอบกรณีใดๆที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่สันติภาพของโลก ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงจะดำเนินการตรวจสอบ (มาตรา 34) แล้วอาจจะมีมติว่ามีการคุกคามต่อสันติภาพของโลกหรือไม่ (มาตรา 39) และจะทำคำวินิจฉัยว่าจะใช้มาตรการตามมาตรา 41 และ 42 เพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนั้นในระหว่างที่การตรวจสอบยังไม่เรียบร้อย และเพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์เลวร้ายลงไป คณะมนตรีความมั่นคงอาจจะเรียกร้องให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอนุวัตรการตามมาตรการชั่วคราวที่เห็นจำเป็น ก่อนที่จะทำคำแนะนำก็ได้ (มาตรา 40) และหากการพิพาทเป็นกรณีข้อพิพาททางกฎหมายก็จะต้องยุติข้อพิพาทโดยทางศาล (มาตรา 36 วรรค 3) ส่วนทางปฏิบัติของรัฐในการยุติข้อพิพาทย่อมต้องดำเนินการตามมาตรา 41 เป็นเบื้องต้น โดยวิธีการใดๆที่กำหนดไว้ เช่น การตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การคมนาคม และทางการทูต ก่อนที่จะหันไปใช้กำลัง ซึ่งอาจะเป็นไปตามมาตรา 42 หรือรัฐคู่พิพาทใช้กำลังระหว่างกัน แต่จะต้องเป็นการใช้กำลังโดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป ในกรณีของรัฐสมาชิกสหประชาชาติการจะใช้กำลังของรัฐนั้นต้องเป็นกรณีที่รัฐคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ปฏิบัติตามมติสหประชาชาติ หรือตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ หรือคำพิพากษาของศาล หรือเพิกเฉยต่อการแสดงความรับผิดชอบต่อรัฐที่เสียหายตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเสียก่อน
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากทุกรัฐดำเนินการ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามกลไกของสหประชาชาติในการรักษาสันติภาพของโลกโดยบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคง และสมัชชาใหญ่สหประชาชาติแล้ว โอกาสที่จะมีการทำสงคราม หรือการใช้กำลังระหว่างกันย่อมเกิดขึ้นได้น้อยมาก การโจมตีประเทศ SUN SET โดยประเทศ SUN SHINE นั้น หากพิจารณาตามขั้นตอนแห่งกฎบัตรสหประชาชาติแล้วจะพบว่ายังไม่เป็นไปตามหลักการและขั้นตอนต่างๆโดยชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะมนตรีความมั่นคงยังไม่ได้ยืนยันผลการตรวจสอบ และทำคำวินิจฉัย หรือคำแนะนำ เพื่อแจ้งให้ประเทศ SUN SHINE ดำเนินการอย่างไรต่อไป
สรุป ประเทศ SUN SHINE ยังไม่ได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมาย และหลักเกณฑ์ ตลอดจนกลไกของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างสมบูรณ์ เป็นการใช้กำลังโดยไม่ชอบ

วิเคราะห์
ข้อสอบข้อนี้เป็นการประเมินความเข้าใจของนักศึกษาในการศึกษา และวิเคราะห์เกี่ยวกับกลไกในการรักษาสันติภาพของโลก ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนบทบาทของสมัชชาใหญ่ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีประเทศต่างๆทั่วโลกเป็นภาคีสมาชิก ดังนั้นการที่ประเทศต่างๆจะอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีสันติสุขจะต้องเคารพในกฎหมาย กฎระเบียบ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และอำนาจ อันจะก่อให้เกิดทุกขเวทนาของประชาคมโลกและความเสียหาย เคารพในอำนาจอธิปไตยที่เท่าเทียมกันของชาติรัฐต่างๆ เคารพในเจตจำนงค์อิสระของชาติรัฐต่างๆ และเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างกัน หรือ มีกรณีที่คุกคามต่อสันติภาพของโลกจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และกลไกที่กำหนดไว้ เช่นการยุติข้อพิพาทโดยสันติวิธี

นักศึกษาจะตอบคำถามข้อนี้ได้จำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจในกฎหมาย และ กลไกขั้นตอนต่างๆ ของสหประชาชาติ และสามารถวิเคราะห์ได้ว่ากลไกใดที่เป็นเครื่องมือในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพของโลก โดยวางหลักกฎหมายอย่างถูกต้อง พร้อมกับการปรับใช้ ตามระเบียบและขั้นตอนนั้นๆอย่างถูกต้อง

ข้อสอบข้อนี้ไม่ยากแต่นักศึกษาส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้วางหลักกฎหมาย ไม่ได้ตอบอย่างนักกฎหมาย และไม่ได้วิเคราะห์ข้อกฎหมาย มิได้มีการปรับใช้ข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริงที่กำหนดมาตามโจทย์ หากแต่ตอบตามความคิดสามัญของตน หรือ วางหลักเกณฑ์เอาเอง บางท่านตอบไม่ครบถ้วน โดยส่วนใหญ่จะตอบเพียงประเด็นเดียวบ้าง หรือ ตอบไม่ตรงประเด็นคำถาม ทำให้ไม่ได้คะแนน หรือได้คะแนนเพียงเล็กน้อย

คำแนะนำ ขอให้นักศึกษา ศึกษาเล่าเรียนวิชานี้ด้วยความตั้งใจ และรู้ข้อบทกฎหมายอย่างแท้จริง ในแต่ละเรื่อง มีความเข้าใจที่ถูกต้อง แน่นอน ชัดเจน (Precise) ในตัวกฎหมาย หลักเกณฑ์ ในเนื้อหา สาระวิชา

ข้อ 2. จงอธิบายความหมายของคำว่า “COMMON HERITAE OF MANKIND” หรือ ทรัพย์มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติ และอธิบายสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการกำหนดให้มีบริเวณดังกล่าวตามกฎหมายทะเล พร้อมทั้งวิเคราะห์ว่า จะดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกำหนดบริเวณทรัพย์มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติได้อย่างไร

แนวตอบ
คำว่า “COMMON HERITAGE OF MANKIND” หรือ ทรัพย์มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติ นั้น หมายถึง พื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินภายนอกเขตของรัฐ และทรัพยากรทั้งมวลในบริเวณนี้ตกเป็นมรดกตกทอดร่วมกันของมนุษยชาติ ทั้งนี้เป็นไปตาม ข้อมติที่ 2749 (XXV) ของสมัยประชุมที่ 25 ของที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ลงวันที่ 17 ธันวาคม 1970 ซึ่งพัฒนามาจากหลักการตามคำประกาศของนายอาวิด ปาร์โด ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 แนวคิดเรื่องการกำหนดเขตทรัพยากรร่วมกันของมวลมนุษยชาติ มีเหตุผลที่สำคัญคือเหตุผลทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐที่ถือว่าอยู่ในโลกที่สาม ซึ่งต้องการทรัพยากรธรรมชาติมาพัฒนาประเทศให้พ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ โดยพยายามให้มีการจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ และสันนิษฐานว่ามีอยู่อย่างหนาแน่นในบริเวณเขตพื้นดินท้องทะเล และดินใต้ผิวดิน และเนื่องด้วยเขตดังกล่าวเป็นเขตที่อยู่นอกอำนาจอธิปไตยของรัฐใดๆ ย่อมเป็นเขตที่รัฐต่างๆ อาจจะเข้าแสวงหาประโยชน์ได้โดยเสรี แต่จากเหตุผลในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในความสามารถทางเทคโนโลยี ทำให้รัฐที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปแสวงหาทำประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าวได้ ดังนั้นหากไม่มีการกำหนดบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณทรัพย์มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติทั้งปวงแล้ว ทรัพยากรเหล่านี้คงไม่พ้นที่จะตกเป็นของประเทศมหาอำนาจที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีเท่านั้น ประเทศที่กำลังพัฒนา และด้อยพัฒนาทั้งหลายก็จะไม่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากบริเวณดังกล่าวได้เลย ทั้งๆที่เป็นทรัพยากรที่รัฐทั้งปวงควรเป็นเจ้าของร่วมกัน กล่าวคือทรัพยากรในบริเวณพื้นดินท้องทะเลสากล นั้นจะต้องอำนวยประโยชน์ให้แก่ทุกรัฐ นับได้ว่าเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญแสดงให้เห็นถึงบทบาทของกฎหมายทะเลต่อวงการของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการพัฒนา

ดังนั้นพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อทุกรัฐการกำหนดให้บริเวณเขตพื้นดินท้องทะเล และดินใต้ผิวดินเป็นบริเวณทรัพย์มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็น และชอบด้วยเหตุผล และต่อมาได้มีการกำหนดหลักการดังกล่าว บัญญัติไว้ในภาคที่ 11 ของอนุสัญญามองเตโกเบย์ ปี ค.ศ. 1982 เพื่อให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรในบริเวณนี้ ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา และเพื่อให้มีการบริหารจัดการเกี่ยวกับบริเวณดังกล่าว จึงได้มีการจัดตั้งองค์กร การทรัพยากรพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศ ประกอบด้วยองค์กรหลักได้แก่ สมัชชาใหญ่ คณะมนตรี และสำนักเลขาธิการ โดยมีรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้ เป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติ และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ จาไมกา

อย่างไรก็ตามการจะดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มีความยากยิ่งนัก เนื่องจากข้อมติที่ 2749 นั้นไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย และอนุสัญญามองเตโกเบย์ ในส่วนนี้ก็ยังไม่มีการบังคับใช้ อีกทั้งประเทศมหาอำนาจทั้งหลายโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ไม่ยอมรับหลักการดังกล่าว โดยยืนยันที่จะต้องมีการลงทุนร่วมกัน หากไม่มีการลงทุนก็ไม่ควรได้รับการปันส่วนผลประโยชน์ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนาไม่มีกำลังที่จะร่วมทุนได้ ความหวังที่จะให้หลักการนี้เป็นจริงจึงต้องเป็นเรื่องของความใจกว้างของประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ ที่จะเสียสละ และแบ่งปันแก่รัฐที่ด้อยกว่า อีกทั้งการแบ่งปันผลประโยชน์ย่อมต้องไม่ใช่ลักษณะที่จะทำให้ประเทศเหล่านี้สูญเสียผลประโยชน์มากมายนัก จึงเป็นประเด็นที่จะต้องพัฒนาต่อไป

วิเคราะห์
ข้อสอบข้อนี้นักศึกษาจะต้องเข้าใจ แนวคิดของเรื่อง การกำหนดเขต ทรัพย์มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติ (Common Heritage of Mankind) อย่างแท้จริง กล่าวคือเขตดังกล่าวคือเขตใดตามกฎหมายทะเล เหตุผล หรือเจตนารมณ์ในการกำหนดเขตดังกล่าว (Rationale behind and spirit of law) และมีกฎหมายใดรองรับแนวคิดดังกล่าว หรือมีกระบวนการใดที่กำลังก่อให้เกิดเป็นหลักกฎหมาย หรือมีวิวัฒนาการเป็นมาทางกฎหมายอย่างไร มีผลในทางปฏิบัติของรัฐต่างๆอย่างไรบ้าง มีปัญหาในทางปฏิบัติ หรือบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย (Implementation of the law) อย่างไร และนักศึกษามีความคิดเชิงนิติศาสตร์อย่างไร ต่อประเด็นข้อขัดข้องในทางปฏิบัตินั้นๆ และจะมีความเห็นอย่างไรต่อการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้ตอบอย่งถูกต้องว่าเขตทรัพย์มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติคือเขตใด กล่าวคือยังไม่รู้ว่าเขตดังกล่าวคือที่ใดอย่างแท้จริง บางคนตอบว่าเป็นทะเลหลวง ตอบเรื่องการเดินเรือโดยเสรี บางคนตอบเขตทางทะเลต่างๆ ตั้งแต่ทะเลอาณาเขต จนถึงเขตเศรษฐกิจจำเพาะ นอกจากนั้นนักศึกษายังไม่ได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของการกำหนดเขตทรัพย์มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ไม่ได้ตอบกระบวนการทางกฎหมายที่ก่อเกิดแนวคิด และวิวัฒนาการของเขตดังกล่าว ไม่ทราบว่า มีกฎหมายใดมารองรับ ทั้งกฎหมายส่วนที่เป็น (Soft Law) ที่กำลังก่อเกิดเป็น Hard Law เช่นมีมติสหประชาชาติที่เป็นที่มาของวิวัฒนาการในกฎหมายส่วนนี้ ที่บรรจุอยู่ในอนุสัญญากฎหมายทะเลมองเตย์ โกเบ ที่ต้องอาศัยการยอมรับจากนานาประเทศ และปัญหาการไม่ยอมรับแนวคิดดังกล่าวของประเทศมหาอำนาจ หรือการตีความการบังคับใช้ในต่างแนวคิด ในเรื่องการต้องมีการลงทุนร่วมกันด้วย ไม่ใช่เพียงการรอรับส่วนแบ่ง ปันผลประโยชน์โดยไม่มีส่วนร่วมใดๆเลย อันเป็นแนวคิดของมหาอำนาจ เป็นต้น นักศึกษาส่วนใหญ่ตอบไปตามความคิดอำเภอใจ หรือความคิดสามัญ มากกว่าตอบแบบนักกฎหมาย จึงเป็นข้อที่น่าเสียดายที่นักศึกษาได้คะแนนน้อย

ข้อ 3. นายจอห์นและนางริต้า เป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยทั้งคู่สมรสกันที่ประเทศอังกฤษ นายจอห์นมีสัญชาติอังกฤษ และนางริต้าเดิมมีสัญชาติอเมริกัน เมื่อสมรสแล้วนางริต้าได้ใช้สัญชาติอังกฤษของสามี ต่อมานายจอห์นและนางริต้าเข้ามาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและส่งสินค้าออกทางด้านสิ่งทอในประเทศไทยไปจำหน่ายในตลาดประชาคมยุโรป โดยทั้งคู่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว แต่ต่อมานายจอห์นได้รับอุบัติเหตุถูกรถชนจนสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนวิกลจริต นางริต้าจะต้องดำเนินการอย่างไร และศาลของประเทศใดมีอำนาจสั่งให้นายจอห์นเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หากตามกฎหมายอังกฤษการที่สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนวิกลจริตนั้น เป็นเหตุให้ร้องขอให้บุคคลนั้นเป็นบุคคลไร้ความสามารถได้ และนางริต้าสามารถประกอบธุรกิจในประเทศไทยแทนสามีต่อไปได้หรือไม่

แนวตอบ
หลักกฎหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยกฎหมายขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 กำหนดว่า เงื่อนไขในการที่จะสั่งให้คนต่างด้าวนั้นอยู่ในความอนุบาล หรืออยู่ในความพิทักษ์แล้วแต่กรณีนั้น ศาลไทยจะสั่งดังกล่าวประการใดประการหนึ่งได้ต่อเมื่อ
1. คนต่างด้าวนั้นมีภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย
1. ตามกฎหมายสัญชาติของคนต่างด้าวนั้น มีเหตุที่จะสั่งให้อยู่ในความอนุบาล หรืออยู่ในความพิทักษ์ประการใดประการหนึ่งได้
1. ตามกฎหมายไทย ศาลสั่งให้อยู่ในความอนุบาล หรืออยู่ในความพิทักษ์โดยอาศัยเหตุเช่นว่านั้นได้
วินิจฉัย กรณีตามข้อเท็จจริง นายจอห์นและนางริต้า ซึ่งเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้สมรสกันที่ประเทศอังกฤษ และนายจอห์นมีสัญชาติอังกฤษส่วนนางริต้าเมื่อสมรสแล้วได้ใช้สัญชาติอังกฤษตามสามี บุคคลทั้งสองจึงมีสัญชาติอังกฤษ กฎหมายสัญชาติของบุคคลทั้งสองคือกฎหมายอังกฤษ แต่ต่อมาทั้งคู่ได้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย เป็นเวลาถึง 5 ปีแล้ว โดยได้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าสิ่งทอจากประเทศไทยไปจำหน่ายยังตลาดประชาคมยุโรป นั้น การเข้ามามีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่ง มีการประกอบอาชีพเป็นหลักฐานที่มั่นคง และเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นเวลานานถึง 5 ปี แล้วนั้น ถือได้ว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยแล้วทั้งนี้ตามมาตรา 37 และ 38 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ และ ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งสับเปลี่ยนกันไป หรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น ดังนั้น นายจอห์นและนางริต้ามีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติในประเทศไทย ถึงแม้จะเคยอยู่ที่ประเทศอังกฤษมาแล้วก็ตาม หรือแม้จะเดินทางไป มา สับเปลี่ยนกันไป ก็ตาม บุคคลทั้งสองจึงมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว และการที่นายจอห์นได้รับอุบัติเหตุสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงจนวิกลจริตเป็นเหตุให้สามารถร้องขอให้เป็นบุคคลไร้ความสามรถได้ตามกฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของบุคคลทั้งสองนั้น ในขณะเดียวกัน เหตุดังกล่าวก็สามารถร้องขอให้เป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถได้ตามกฎหมายไทย ทั้งนี้ตาม มาตรา 28 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งกำหนดเหตุที่จะร้องขอให้บุคคลเป็นคนไร้ความสามารถได้ คือการเป็นบุคคลที่วิกลจริต ซึ่งอาจจะเกิดจากสาเหตุใดๆก็ตามหากทำให้บุคคลนั้นวิกลจริต ดังนั้นนางริต้าในฐานะคู่สมรสจึงสามารถร้องขอให้ศาลไทยสั่งให้นายจอห์น สามี เป็นคนไร้ความสามารถได้ และนางริต้าในฐานะคู่สมรสย่อมเป็นผู้อนุบาลนายจอห์นได้ตามมาตรา 28 วรรค 2 และสามารถประกอบธุรกิจต่างๆแทนนายจอห์น สามีได้ ทั้งนี้เนื่องจากบุคคลที่ไร้ความสามารถไม่สามารถกระทำนิติกรรมใดๆได้ ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำแทน
สรุป โดยหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เมื่อพิจารณาปรับกับข้อเท็จจริงจากโจทย์ จึงพิจารณาได้ว่า นางริต้าสามารถร้องขอต่อศาลไทยให้สั่งให้นายจอห์น สามี เป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ ตามหลักกฎหมายขัดกัน พ.ศ. 2481 ประกอบกับหลักกฎหมายสารบัญญัติของไทย (Applicable Law) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ และนางริต้าสามารถประกอบธุรกิจแทนสามีในประเทศไทยต่อไปได้

วิเคราะห์
ข้อสอบในข้อนี้นักศึกษาต้องเข้าใจหลักกฎหมายขัดกันตามพระราชบัญญัติกฎหมายขัดกันของไทย และกฎหมายระหว่างประเทศ ในเรื่องเกี่ยวกับความสามารถของบุคคล การร้องขอให้บุคคลต่างด้าวในประเทศไทยเป็นคนไร้ความสามารถ ซึ่งนักศึกษาต้องตอบข้อกฎหมายตามหลักเกณฑ์ สามประการ คือ บุคคลต่างด้าวนั้นต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย จึงต้องอาศัยกฎหมายสารบัญญัติไทยมาวิเคราะห์ ซึ่งนักศึกษาได้ศึกษามาแล้วในแพ่ง 1 ประการที่สองคือ เหตุร้องขอให้เป็นคนไร้ความสามารถต้องมีอยู่ทั้งตามกฎหมายสัญชาติ และกฎหมายไทย และต้องรู้ว่าใครมีสิทธิร้องขอได้ มีอำนาจอย่างไร ซึ่งนักศึกษาสามารถรู้ได้จากกฎหมายไทยดังกล่าวแล้ว แต่ที่สำคัญคือต้องรู้หลักเกณฑ์ สามประการข้างต้น แม้ไม่ตอบกฎหมายไทยก็ได้คะแนน เป็นข้อสอบที่ง่าย แต่นักศึกษาตอบผิดเพราะ นักศึกษาไม่ได้วางหลักกฎหมายเลย ตอบแบบเดาสุ่ม เหวี่ยงแห ไม่ได้กำหนดกฎหมายที่ถูกต้องตรงประเด็น บางท่านตอบว่า เข้ามาประกอบอาชีพในไทยไม่ได้ บางท่านตอบ เรื่องกฎหมายย้อนส่ง บางท่านตอบว่าต้องไปฟ้องศาลอเมริกาที่ผู้ร้องเคยมีสัญชาติ ซึ่งไม่ถูกต้องจึงเสียคะแนนอย่างน่าเสียดาย

สรุป
ปัญหาหลักของนักศึกษา คือยังไม่สามารถวางหลักกฎหมายที่นำมาปรับใช้กับกรณีได้ การตอบปัญหากฎหมายไม่ว่ากฎหมายไทย หรือกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องวางหลักกฎหมายก่อนจึงจะวิเคราะห์ และปรับหลักกฎหมายกับข้อเท็จจริงๆได้ เพียงแต่กฎหมายไทยท่านหาได้จากประมวลกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ แต่กฎหมายระหว่างประเทศ ท่านต้องศึกษาจากหลายๆแหล่ง อันเป็นที่มาของกฎหมาย ทั้งจากสนธิสัญญา จารีตประเพณี คำพิพากษาของศาล แนวคิดของนักคิด นักกฎหมาย นักปรัชญาทางกฎหมาย และหลักกฎหมายทั่วไป ดังที่อาจารย์ได้อธิบายมาแล้วถึงความสำคัญของบ่อเกิดที่วิวัฒนาการมาจากแหล่งต่างๆเหล่านี้

ขอให้ทุกท่านพึงตระหนักในการเรียนเพื่อความรู้อย่างแท้จริง ถ้าสอบตกก็ย่อมแสดงว่ายังไม่มีความรู้พอที่จะผ่านเกณฑ์การประเมิน จึงต้องเรียนใหม่ให้มีความรู้อย่างแท้จริง ก็จะสอบได้เอง แม้นสอบตกหลายครั้งก็อย่าได้ท้อถอย ต้องหาวิธีเรียนให้รู้จริง ต้องปรับปรุงตนเอง ว่าทำไมจึงสอบตก ตกเพราะไม่ได้อ่านหนังสือ ก็ต้องอ่านหนังสือให้จบ ให้เข้าใจ ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็ต้องศึกษา ถามหาครูบาอาจารย์ หรือถ้าอ่านอย่างไม่มีสมาธิ จะอ่านเท่าไหร่ก็สักแต่ผ่านสายตา ไม่เข้าสมอง ก็ต้องปรับปรุงให้ตนมีสมาธิที่เข้มแข็ง การฝึกสติอยู่ตลอดเวลา นอกจากทำให้จิตเป็นกุศล คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตาแล้ว พลังจิตที่เข้มแข็งย่อมเป็นจิตที่ทำการงานได้ดี และจะดีในทุกเรื่อง ไม่มีทุกข์ ขอให้ทุกท่านเจริญในทางธรรม และย่อมจะเจริญในทางโลกส่วนที่เป็นกุศลด้วย จงระลึกอยู่เสมอให้ชีวิตของเรานั้น ทานเต็มเปี่ยม (ไม่ว่าเป็นอมิสทาน อภัยทาน ธรรมทาน) ศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์ และเจริญสติอยู่เนืองๆ รวมทั้งเจริญมรณานุสติด้วยเนืองๆ เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต ว่าชีวิตเราไม่เที่ยงหนอ อาจหายใจเข้าแล้วไม่ได้หายใจออก หายใจออกแล้วไม่ได้หายใจเข้า ก็จะหมดเวลาทำความดี จึงต้องเร่งความเพียรทำความดีให้ถึงพร้อม เวลาตายก็เป็นสุข เพราะจิตมีแต่สันติธรรม

นักศึกษาที่รักคะ

การเป็นนักนิติศาสตร์นั้นย่อมต้องมีคุณสมบัติหลายประการประกอบกันค่ะ ประการแรกต้องมีสัมมาทิฐิเป็นปฐม และกอร์ปด้วย สติ และ ปัญญา โดยเฉพาะพุทธิปัญญา มีความวิริยะ อุตสาหพากเพียร มีความรู้ ความสามารถ อีกทั้งคุณธรรม จริยธรรม อีกหลายด้าน มีทมะ ความข่มใจ จิตใจหนักแน่น เป็นแก่นสาร มีหิริโอตัปปะ เกรงกลัวต่อบาป มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีเมตตาบารมี ความยุติธรรม อดทน เสียสละ ความรับผิดชอบ และอีกหลากหลายคุณธรรม อันเป็นกุศลธรรมด้านดี เป็นองค์รวมของการเป็นนักกฎหมายค่ะ

นักศึกษาทุกท่านที่มุ่งมาศึกษาที่นี่ล้วนแต่เป็นผู้มีคุณงาม ความดี มีความสามารถ มีความคิด สติ ปัญญา จึงเป็นผู้รักใฝ่เรียน หวังความก้าวหน้าในชีวิต หากแต่ แต่ละท่านมีเหตุปัจจัยในชีวิตที่แตกต่างกัน เงื่อนไขในชีวิต ความรับผิดชอบ หน้าที่การงานต่างกัน เวลา อาจจะมาก น้อยในภารกิจอื่นๆแตกต่างกัน จึงให้กำลังใจว่าขอให้มีความวิริยะ พากเพียร มีความมุ่งมั่น เพื่อความสำเร็จในอนาคต ส่วนการเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดนั้น โดยปกติทั่วไปบุคคลที่เกิดมาย่อมไม่แตกต่างกันมากนัก และฝึกฝนได้ การเจริญสติบ่อยๆทำจิตให้มีสมาธิ จิตใจผ่องใส เป็นจิตที่ว่องไว เหมาะแก่การทำการงาน ปัญญาจะเกิดแตกฉาน มีโยนิโสมนสิการ และพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม และไม่มีจิตคิดเบียดเบียน ประทุษร้าย ความเมตตาจะเกิดขึ้นด้วย เป็นคุณภาพของจิตใจที่ดีงาม เหมาะแก่การเรียนรู้ เหมาะแก่การตริตรอง นึกคิด ค่ะ

นักศึกษาที่รักค่ะจงรักใคร่สมัครสมาน สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รักกัน เมตตากันให้มาก ท่านมิเพียงเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพอันทรงเกียรติเท่านั้น แต่ทั้งเป็นศิษย์ร่วมสถาบัน เป็นคนไทยร่วมชาติ เป็นพลเมืองร่วมโลก และเป็นเพื่อนทุกข์ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฎอันเอนก และมนุษย์ที่เกิดมานี้ไม่มีแม้แต่ผู้ใดที่จะไม่เคยเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือญาติกันมาก่อนเลย จงรักกันดุจ พ่อ แม่ พี่ น้อง และ ญาติมิตร

การมีความเห็นที่แตกต่างกันนั้นเป็นธรรมดาของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะ ช่วยกันเติม เสริมให้เต็มสมบูรณ์ แต่ขอให้ทุกท่านซึ่งเป็นปัญญาชนแล้วทั้งสิ้น จงแสดงความเห็นด้วยความ สุภาพ มีความเคารพ เอื้อเฟื้อ รับฟังความเห็นซึ่งกัน และกัน ด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน น้อมรับด้วยจิตใจที่อ่อนโยน

สัพพัญญูย่อมทำตนประหนึ่งชาถ้วยเปล่า จิตใจพร้อมจะน้อมรับ และนำมาพิจารณาด้วยความแยบคาย กลั่นกรอง แสดงออกด้วยความสุภาพ ย่อมไม่ประพฤติตนประหนึ่งชาที่ล้นถ้วย ไม่อาจน้อมรับสิ่งใดๆได้อีก และย่อมทำตนประหนึ่งรวงข้าวที่ผลิรวงอ่อนลู่ลงสู่ดินยังประโยชน์แก่ปวงชน.

นักศึกษาทุกท่านล้วนมีความดีอยู่ในตัวมาก ดุจเพชรที่กำลังเจีรนัยให้เปล่งประกาย จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการศึกษา แสวงหาความรู้ หลายท่านเป็นบัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฏีบัณฑิต ก็ยังต้องศึกษาอยู่ร่ำไปไม่เว้นแม้แต่อาจารย์ ต้องหมั่นศึกษาเพิ่มเติม ขวนขาวยวิชาความรู้ วิวัฒนาการอยุ่ตลอดไป ทุกคนจึงศึกษาตลอดชีพ

นักศึกษาที่รักค่ะ จงรักกันไว้เถิด เมตตากันเถิดประเทศชาติต้องการพวกเราทุกคน เพราะทุกคน คือกลไก จักรกล คือฟันเฟืองของกันและกันที่ผลักดันให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองค่ะ

ด้วยรักและเมตตา

ผศ.ดร.ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล

(ขอขอบคุณ คุณ พิษณุโลกอีกครั้งค่ะที่ได้นำมาลงไว้)

ตั้งแต่สอบเสร็จมีกระทู้ที่ “อยากทราบว่าธงคำตอบที่ถูกต้องของแต่ละวิชาคืออะไร” จุดประสงค์ของนักศึกษาเหล่านี้ก็คือ “อยากรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแน่นอน” เพื่อเป็นบันทัดฐานทางการศึกษา แต่กลับไม่มี “แหล่งปฐมภูมิใด ” ออกมาให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแน่นอน

……….มีสิคะ ทำไมไม่มี คุณลองมองดูข้างบน(ไม่ใช่เพดานนะคะ)ที่ดิฉันนำมาลงไว้ ท่านทำมาเป็นประจำทุกเทอม แต่ ไม่มีใคร ให้ความสำคัญ

เรามา “ร่วมกันสร้างสรรค์บอร์ดใหม่” ไม่ดีกว่าหรือ??   

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: